Goodbye Oman……comeback to Thailand.

ห่างออกไปราวร้อยกว่ากิโลเมตรจากกรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน มีหุบเขาแคบ ๆ สลับซับซ้อนซ่อนตัวอยู่กลางผืนทะเลทราย ภูเขาหินสีน้ำตาลแดงทอดตัวสูงตระหง่านขนาบข้างเส้นทางน้ำสายเล็กที่คดเคี้ยว… Wadi Shab (وادي شاب) แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังของโอมาน ที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกด้วยคำสัญญาง่าย ๆ ว่า “งดงามและท้าทาย”

คำว่า Wadi ในภาษาอาหรับ หมายถึง หุบเขาที่มีลำธาร หรือ เบื้องล่างของหุบเขาซึ่งอาจมีน้ำไหลในฤดูฝน ลักษณะของวาดิในภูมิประเทศตะวันออกกลางนั้นคือร่องน้ำที่ก่อตัวตามธรรมชาติจากการกัดเซาะของน้ำในช่วงฤดูฝน แม้ว่าโอมานจะเป็นประเทศที่แห้งแล้งถึง 90% ของปี แต่พอถึงช่วงฤดูฝนในบางพื้นที่ของรัฐ Ash Sharqiyah South ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Wadi Shab น้ำฝนจากภูเขา Hajjar จะไหลผ่านช่องเขาเหล่านี้ เติมเต็มสายน้ำ และหล่อเลี้ยงธรรมชาติรอบ ๆ ให้เขียวชอุ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

.

Wadi Shab มีชื่อเสียงมากในหมู่นักเดินทางทั้งชาวโอมานและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยความที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ “โอเอซิสกลางทะเลทราย” ที่เข้าถึงง่ายจากมัสกัต เพียงขับรถไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 140 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางราว 1.5-2 ชั่วโมง ก็จะถึงพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลของเมือง Tiwi ซึ่งเป็นประตูสู่ Wadi Shab

จากถนนสายหลักที่วิ่งเลียบชายฝั่ง Route 17 นักเดินทางจะเลี้ยวเข้าเส้นทางคดเคี้ยวที่มุ่งสู่บริเวณทางเข้าวาดิ สองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากภาพบ้านเรือนและตลาดท้องถิ่น สู่ภูเขาหินแกร่งสีแดง น้ำตาล และส้ม ที่มีรอยชั้นหินโบราณซ้อนทับกันอย่างน่าตื่นตา ร่องรอยของธารน้ำที่เคยไหลบ่าเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อนยังปรากฏให้เห็นชัด

Wadi Shab ไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่มีร่องรอยของมนุษย์แฝงอยู่ด้วย บนหน้าผาหลายแห่งมีหลักฐานของการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวโอมาน เช่น ท่อส่งน้ำแบบโบราณ Falaj (ระบบชลประทานที่ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก) ที่ช่วยนำน้ำจากวาดิไปยังสวนอินทผลัมด้านล่าง แม้ปัจจุบันจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ Wadi Shab ยังเป็นแหล่งยังชีพของชาวบ้านในบริเวณนี้ที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในฤดูที่น้ำหลาก เป็นชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างแนบแน่น

.
.

การเดินทางเริ่มต้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงที่ทันสมัยที่สุดของโอมาน เมืองที่เต็มไปด้วยมัสยิดขาวสะอาดที่โดดเด่นกลางแดดจ้า โอบล้อมด้วยภูเขาหินแห้งแล้งและอาคารสมัยใหม่ที่ผสานกลิ่นอายสถาปัตยกรรมอาหรับดั้งเดิมอย่างกลมกลืน การนั่งรถออกนอกเมืองเป็นการเปลี่ยนฉากอย่างค่อยเป็นค่อยไป สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากเขตเมืองสู่เส้นทางชนบท ผ่านหมู่บ้านประปราย และเมื่อเข้าใกล้เมือง Tiwi ภูมิประเทศแปรเปลี่ยนชัดเจน จากทะเลทรายโล่งสู่หุบเขาแคบ บรรยากาศเงียบสงบลงจนสัมผัสได้

เมื่อถึงจุดเริ่มต้นของ Wadi Shab นักเดินทางทุกคนต้องลงจากรถและเริ่มภารกิจ

ด่านแรกคือ การข้ามธารน้ำด้วยเรือไม้ลำเล็ก ๆ ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นเป็นผู้พายหรือขับข้ามไป-กลับ ค่าโดยสารเพียงไม่กี่เรียลโอมาน แต่ความรู้สึกเหมือนเป็น ประตูสู่อีกโลก เมื่อน้ำสีเขียวใสอมฟ้าเบื้องล่างสะท้อนเงาภูเขาสูง ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่หุบเขาแห่งความลี้ลับ

.

จากนั้นคือช่วงเวลาท้าทายร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง

เส้นทางเดินเท้าใน Wadi Shab มีความยาวราว 3–4 กิโลเมตร (ไปกลับประมาณ 6–8 กิโลเมตร) ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความฟิตของร่างกาย และระดับความตั้งใจของผู้เดินว่าจะเร่งเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย หรือจะหยุดซึมซับทิวทัศน์ระหว่างทางไปด้วย

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางธรรมชาติแท้ ๆ ไม่มีราวจับ ไม่มีบันได ไม่มีพื้นทางเรียบแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในเมืองใหญ่ มีเพียงเส้นทางแคบ ๆ ที่นักเดินเท้าก่อนหน้าเคยเหยียบย่ำไว้ พื้นทางส่วนใหญ่เป็น หินก้อนเล็กใหญ่สลับกัน โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของเส้นทางจะมี กรวดหิน และก้อนหินแบนขนาดกลางที่นักเดินเท้าต้องใช้ความระวังเป็นพิเศษ เพราะหินเหล่านี้ ร่อนลื่นง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีละอองน้ำจับตามผิว เส้นทางไร้ร่มเงาเกือบตลอดสาย ท่ามกลางอุณหภูมิร้อนแห้งในช่วงฤดูร้อน (พฤษภาคม–สิงหาคม) อุณหภูมิกลางวันพุ่งสูงถึง 35–40 องศาเซลเซียส ที่พร้อมทำให้ริมฝีปากแห้งแตกได้ง่ายหากไม่จิบน้ำระหว่างทางบ่อย ๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไปความเหนื่อยล้ายิ่งทวีคูณ เพราะเส้นทางขรุขระและไร้ร่มเงา

แต่นั่นเป็นเพียงบทนำ…

.

เมื่อถึงช่วงลึกเข้าไปในหุบเขา เส้นทางค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากการเดินบนดินและหิน มาเป็น การลุยน้ำ ว่ายน้ำ และเดินข้ามโขดหินที่กระจายตัวอยู่กลางลำธารสีเขียวใสที่เริ่มลึกขึ้นตามระดับความชันของภูเขา นักเดินทางจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างชัดเจน จากภูเขาหินแห้งผากสู่ วาดิที่มีชีวิต ถึงตรงนี้คนขับรถพ่วงตำแหน่งผู้นำทางบอกให้ผมเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงว่ายน้ำแล้วทิ้งสัมภาระทุกอย่างไว้ที่นี่ จากนี้จะไม่มีอะไรที่นำติดตัวไปได้ ลำธารใสที่แต่เดิมเคยอยู่ด้านล่างเรียบเส้นทางเดินมาโดยตลอดตอนนี้ค่อย ๆ กว้างขึ้น และระดับน้ำสูงขึ้นจนบางช่วงต้องยอมเดินลุยน้ำที่สูงถึงระดับเข่าหรือระดับอก อุณหภูมิของน้ำเย็นจัดเมื่อเทียบกับอากาศร้อนด้านนอก จังหวะที่เท้าแรกก้าวลงน้ำ เป็นสัมผัสเย็นวาบที่ปลุกความรู้สึกตื่นตัวในทุกเซลล์ น้ำใสจนเห็นพื้นหินเบื้องล่างอย่างชัดเจน แต่ในบางจุดกระแสน้ำก็เชี่ยวพอสมควร ต้องเดินอย่างมีสติในทุกก้าว เพราะหินที่ดูเรียบกลับลื่นกว่าที่คิด

โขดหินขนาดใหญ่ที่วางตัวอยู่กลางลำธารกลายเป็นอุปสรรคที่ต้องข้ามอย่างระมัดระวัง บางก้อนสูงถึงระดับอก ต้องปีนป่ายขึ้นด้วยมือและเท้า บางก้อนมีผิวเรียบลื่นจากการถูกน้ำกัดเซาะมานานปีหรือถูกปกคลุมด้วยตะไคร่ การวางเท้าและการประคองตัวให้มั่นคงจึงสำคัญ น้ำลึกในบางช่วงบังคับให้ต้องว่ายน้ำเต็มตัว โดยเฉพาะช่วงหลังสุดของเส้นทางที่จะมุ่งเข้าสู่ถ้ำที่ซ่อนน้ำตกนั้นไม่มีทางเดินอีกต่อไป นักเดินทางต้องปล่อยตัวลอยไปกับผิวน้ำ หรือใช้กำลังแขนว่ายผ่านช่วงแคบ ๆ ระหว่างผนังหินสูงทั้งสองฝั่ง

ที่น่าสนใจคือ สภาพแสงในส่วนลึกของวาดิเริ่มเปลี่ยนไป แสงแดดจากภายนอกเริ่มถูกบังโดยหน้าผาสูง ทำให้ภายในหุบเขามีเพียงแสงสะท้อนสีน้ำทะเลสวยสงบ ความเย็นของอากาศรอบตัวผสมกับเสียงน้ำกระทบหินเป็นจังหวะ เป็นบรรยากาศที่ทั้ง สงบ และเร้าใจไปพร้อมกัน

.

ณ แอ่งน้ำลึกช่วงสุดท้าย เส้นทางจะมาถึงปากทางเข้าถ้ำ ช่องหินแคบ ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผนังหินสูง นี่คือจุดวัดใจที่แท้จริง ปากทางถ้ำมีลักษณะเป็นร่องแคบ ๆ ระหว่างแผ่นหินสองฝั่ง กว้างพอให้คนลอดได้ทีละคนเท่านั้น ในวันที่ไปช่องทางนี้เป็นทางลอดที่ต้องว่ายน้ำเต็มตัว และต้องอาศัยจังหวะการหายใจอย่างใจเย็น เพราะช่วงกลางของอุโมงค์อาจมีความมืดสนิทครู่หนึ่ง

… ในที่สุด ก็ตัดสินใจว่ายเข้าไป

การลอดอุโมงค์เป็นช่วงที่ต้องพึ่งพาความรู้สึกมากกว่าการมองเห็น มือแตะผนังหินเบา ๆ เป็นแนวทาง ขณะที่ปล่อยให้ร่างกายลอยตัวไปกับน้ำ ปลายเท้าเหยียดสัมผัสไม่ถึงก้นพื้น ความมืดและแคบทำให้เริ่มเกิดความตระหนก กำแพงหินข้างฝั่งลื่นจากพืชน้ำจนไม่สามารถเกาะเกี่ยวได้

ณ วินาทีที่แรงใกล้จะหมด ลมหายใจใกล้จะหมดปอด ผมก็หลุดพรวดเข้ามาอีกฝั่งได้สำเร็จ

ช่วงเวลาแม้จะไม่นานนั้น แต่หลายปัจจัยทำให้เข้าใกล้คำว่า ใกล้ตายได้จริง ๆ

เมื่อผ่านพ้นช่วงมืดสนิทเพียงไม่กี่วินาที แสงจากปลายทางเริ่มโผล่ให้เห็นเป็น เส้นแสงสีฟ้าสว่างเรืองรองที่ลอดจากเพดานถ้ำสูงด้านใน เมื่อว่ายลอดออกมาได้สำเร็จ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือ ถ้ำหินธรรมชาติขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีน้ำตกสายเล็ก ๆ ไหลลงจากช่องเพดานสูงสู่แอ่งน้ำสีฟ้าใสเบื้องล่าง แสงที่ลอดผ่านช่องแคบจากด้านนอกกระทบละอองน้ำตกเป็นประกาย เป็นภาพที่ไม่ยิ่งใหญ่อลังการในเชิงขนาด แต่งดงามในเชิงประสบการณ์

ที่สำคัญคือ… การมาถึงจุดนี้ไม่ได้เห็นแค่ภาพเบื้องหน้า แต่เห็นตัวเองในกระจกใจ ตลอดเส้นทางที่ก้าวผ่านมา ว่ายน้ำผ่านมาถึงจุดนี้
วินาทีที่ได้ลอยตัวอยู่ในแอ่งน้ำกลางถ้ำเงียบสงบ เป็นเรื่องของการยอมพาตัวเองผ่านความกลัว ความลังเล และข้อจำกัดของตัวเอง ไปให้ถึงจุดที่ตัวเองยังไม่เคยเชื่อว่าจะถึงได้

.
.
หลังจากใช้เวลาอยู่ในถ้ำพักใหญ่ ให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก และความเสี่ยงตายที่ต้องฝ่าฟันมาตลอดครึ่งวัน คำถามหนึ่งก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างชัดเจน…

เรามาทำอะไรที่นี่ ?

เมื่อพิจารณาด้วยใจที่นิ่งลงหลังความตื่นเต้นผ่านพ้นไป Wadi Shab เป็นสถานที่ที่สวยงามในบริบทของโอมาน ประเทศที่ล้อมรอบด้วย ทะเลทรายแห้งแล้ง แสงแดดจ้า และภูเขาหินที่ไร้พรรณไม้ การมีสายน้ำสีฟ้าเขียวใสไหลลดเลี้ยวกลางหุบเขาจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าตื่นตาสำหรับผู้คนที่คุ้นเคยกับความแห้งแล้งมาแทบทั้งชีวิต

แต่เมื่อพูดกันอย่างไม่ลำเอียง หากนำภาพของ Wadi Shab มาเปรียบเทียบกับธรรมชาติในประเทศไทย ที่มีทั้งน้ำตกสูงใหญ่หลายสิบแห่ง ป่าเขียวขจีอุดมไปด้วยพืชพันธุ์และสัตว์ป่านานาชนิด ภูเขา ทะเล แม่น้ำลำธาร ที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาตั้งแต่อดีต Wadi Shab ก็คงต้องยอมแพ้แบบไม่เห็นฝุ่น

ธรรมชาติไทยมีเสน่ห์ล้นเหลือ ในแบบที่หลายครั้งเราเองกลับมองข้ามมันไปเสียด้วยซ้ำ ทรัพยากรธรรมชาติที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหนือ ใต้ อีสาน หรือภาคกลาง ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีเรื่องเล่า มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ที่ผูกพันกับผืนดินผืนน้ำเหล่านั้นมานานนับร้อยปี

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา และทำให้ใจผมกระทบหนักไม่แพ้การว่ายลอดช่องหินเมื่อครู่นี้ก็คือ เราในฐานะเจ้าของประเทศ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนสถานที่เหล่านั้นดีแค่ไหน เราเห็นคุณค่าและหวงแหนสิ่งเหล่านี้มากพอหรือยัง หรือยังคงปล่อยให้ธรรมชาติถูกเบียดทับด้วยการพัฒนาแบบตามมีตามเกิด แล้วค่อยมานั่งเสียใจในวันที่สายเกินไป

.

โอมาน ชู Wadi Shab เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ด้วยความเข้าใจในบริบทของตนเอง เพราะเขา “ไม่มีอะไร” มากนักให้พูดถึงในแง่ธรรมชาติสีเขียวหรือแหล่งน้ำสดชื่นเช่นนี้ พวกเขาจึงให้ความสำคัญ ดูแล และจัดการการท่องเที่ยวที่นี่อย่างจริงจัง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากโลกตะวันตกหรือตะวันออกกลางต่างตื่นตาตื่นใจเมื่อได้พบกับ “โอเอซิส” ในผืนทะเลทราย

แต่หันกลับมามองประเทศไทย ประเทศที่มี อะไร ๆ อยู่มากมายจนล้นเหลือ เราตั้งใจประกาศตัวเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มีเป้าหมายจะเป็น “World Destination” ในหลายแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ แต่ในทางปฏิบัติ กลับมีเพียงไม่กี่เมือง ไม่กี่พื้นที่ ที่ได้รับการสนับสนุนและสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในสายตานักท่องเที่ยวโลก เมืองหลัก ๆ อย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ พัทยา ถูกดันซ้ำ ๆ อยู่บนเวทีโลก ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมล้ำค่า กลับถูกปล่อยปละละเลย ขาดแผนการจัดการที่ยั่งยืน หรือแม้แต่การบอกเล่าเรื่องราวอย่างมีเสน่ห์ หนำซ้ำ… ในบางพื้นที่ เรากลับปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองพื้นที่อย่างไม่ยั้งคิด หาประโยชน์จากผืนดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติของเรา โดยขาดการวางระบบที่จะรักษาความสมดุลให้กับชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า พื้นที่ธรรมชาติที่วันนี้เรายังพอมีเหลืออยู่ จะยังคงมีหน้าตาเช่นไร จะยังเหลือคุณค่าให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจแค่ไหน หรือจะเหลือไว้เพียงเศษซากของธรรมชาติที่ถูกกอบโกยไปจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นตัวตนเดิม

.

หลังจากก้าวออกจากถ้ำ ว่ายน้ำย้อนกลับผ่านช่องหินแคบ ๆ มาอีกครั้ง ประสบการณ์ครั้งนี้ดูจะง่ายขึ้นนิดหน่อย เพราะอย่างน้อยตอนนี้รู้แล้วว่าปลายทางข้างหน้าเป็นอย่างไร การเดินกลับออกจาก Wadi Shab อาจดูเหมือนง่ายกว่าเดินเข้า รู้จุด รู้เส้นทาง รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แต่ความจริงแล้ว ความเหนื่อยล้าของร่างกายจากการเดิน การว่ายน้ำ และแดดช่วงบ่ายที่แผดกล้าเหมือนตั้งใจทดสอบความอดทนเช่นนี้ต้องอาศัยกำลังใจไม่น้อยกว่ากำลังกาย

ระหว่างทางกลับเข้าเมือง รถวิ่งผ่านเส้นทางสายเดิม ทิวทัศน์เดิม แต่ความรู้สึกในใจกลับเปลี่ยนไป จากความคาดหวังและความตื่นเต้นก่อนออกเดินทาง กลายเป็นเสียงคำถามที่ดังขึ้นว่า… “ในโลกที่มีธรรมชาติให้ชื่นชมมากมาย เราแต่ละคนดูแลโลกนี้มากพอแล้วหรือยัง”

.
.

ในคืนก่อนวันที่ร่างกายและใจจะถูกทดสอบบนเส้นทางใน Wadi Shab ผมมีโอกาสได้ไปเยือนร้านแห่งหนึ่งที่สะดุดใจตั้งแต่ชื่อ Siddharta Lounge by Buddha Bar

ที่นี่ไม่ได้เป็น “แลนด์มาร์ก” ในแผนที่ของนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นตัวแทนของความพยายามสร้างพื้นที่สงบใจ กลางเมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตเร่งรีบแบบโลกยุคใหม่ Buddha-Bar เป็นชื่อที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่ ปารีส ในปี 1996 โดย Raymond Visan ซึ่งตั้งใจสร้าง Lounge & Bar ที่ไม่ใช่แค่สถานที่กินดื่ม หากแต่เป็น พื้นที่สำหรับการพักใจ การค้นหาตัวเองท่ามกลางชีวิตโลกียะ

แม้จะใช้ชื่อ Buddha-Bar แต่ที่นี่ไม่ได้สะท้อนแก่นศาสนาโดยตรง หากเลือกใช้พระพุทธรูปและวัฒนธรรมเอเชียเป็นสัญลักษณ์ของความนิ่ง สงบ และความตื่นรู้ ต่อมาแบรนด์ได้แตกไลน์ออกเป็นหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ Siddharta Lounge by Buddha Bar ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Lounge ที่เน้นความสงบ เรียบหรู เหมาะสำหรั การพักผ่อนอย่างมีสติมากกว่าการเป็น Dance Club หรือสถานที่ปาร์ตี้หนัก

Siddharta เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางภายใน การค้นหาความหมายของชีวิต ซึ่งสะท้อนตรงกับคอนเซ็ปต์ที่ Buddha Bar ต้องการส่งต่อ การเปิด Siddharta Lounge ใน มัสกัต เมืองหลวงของประเทศมุสลิมที่ยังค่อนข้างอนุรักษ์นิยม จึงเลือกใช้เวอร์ชันนี้โดยเฉพาะ เน้นสร้างบรรยากาศ Lounge ที่สงบ กลมกลืนกับบริบทท้องถิ่น เสิร์ฟเครื่องดื่มเบา ๆ อาหารฟิวชั่น และเปิดเพลงแนว Chill-out / Asian Lounge / World Beat เคล้าบรรยากาศตลอดค่ำคืน

.

แต่อีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่อาจละเลยได้เช่นกันคือ ความย้อนแย้งบางประการที่แฝงอยู่ในตัว Buddha-Bar และ Siddharta Lounge เอง ในขณะที่ชื่อร้านและสัญลักษณ์หลักของสถานที่คือ พระพุทธรูป หรือชื่อ Siddharta ซึ่งสะท้อนความนิ่ง ความสงบ และ แนวคิดการตื่นรู้ที่นำไปสู่การลดละกิเลส แต่สถานที่กลับดำเนินธุรกิจในฐานะ Lounge & Bar ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้ที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมพุทธโดยตรง อาจรู้สึกขัดแย้งไม่น้อย เพราะสุราและเมรัยนั้นเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติสำคัญของศีล 5 ที่ชาวพุทธมักหลีกเลี่ยงด้วยเหตุที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้ขาดสติ และขัดกับหลักการแห่ง “สัมมาสติ” ที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำ การนำพุทธศิลป์ วัฒนธรรม หรือแม้แต่ชื่อ Siddharta มาใช้เป็น “ธีมตกแต่ง” ในบริบทของธุรกิจที่เสิร์ฟแอลกอฮอล์ จึงเป็นประเด็นที่บางสังคมยังมองว่า เป็นการทำให้ศิลป์กับสาระหลุดจากกัน หรืออย่างน้อยที่สุด เป็นการหยิบสัญลักษณ์ที่มีความหมายทางจิตวิญญาณมาใช้ในเชิงพาณิชย์ที่อาจไม่สอดคล้องกับความหมายเดิม

กระนั้น…หากมองในมุมของโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรมร่วมสมัยก็จะพบว่า การใช้พุทธเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสงบ” “การแสวงหาตัวเอง” และ “ความเป็นเอเชีย” ได้กลายเป็น ภาพจำทางวัฒนธรรม ไปแล้วในหลายวงการ ทั้งในวงการออกแบบ เพลง ไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก Buddha-Bar และ Siddharta Lounge จึงอาจไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ หรือบิดเบือนพุทธศาสนาโดยตรง หากแต่หยิบภาพพุทธขึ้นมาเป็นตัวแทนความสงบในเชิงสากล ความสงบที่ถูก “แยกออกจากแก่นคำสอน” แล้วใช้เป็น aesthetic symbol (สัญลักษณ์ทางความงาม) ในบริบทเชิงพาณิชย์

สิ่งที่น่าตั้งคำถามในใจก็คือ เมื่อเราเห็นพระพุทธรูป หรือชื่อ Siddharta ในร้านประเภทนี้ เรากำลังเห็นพุทธในฐานะสัญลักษณ์เชิงจิตวิญญาณ หรือเพียงแค่พุทธในฐานะภาพจำทางการตลาด และความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ ยังคงสำคัญอยู่แค่ไหนสำหรับเราแต่ละคนในฐานะผู้บริโภค

.

ส่วนตัวผมมองว่านี่คือตัวอย่างอันชัดเจนของการที่ “แก่น” ของพุทธถูก สกัดเอาแต่เปลือก เพื่อบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ทางการตลาด โลกที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสบการณ์” และ “แบรนด์” มักหยิบพุทธมาเป็นภาพจำในแบบ Asian Calmness ที่ฉาบบางอยู่บนผิวหน้ามากกว่าการสื่อสารแก่นคำสอนที่แท้จริงอย่าง อริยสัจ 4 หรือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็น หลักธรรมที่ลึกซึ้งและทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริง

แม้ว่าผมจะเข้าใจโลกธุรกิจและบริบทของโลกาภิวัตน์ดีว่า การสร้างสัญลักษณ์หรือบรรยากาศเป็นสิ่งที่ตลาดเรียกร้อง แต่ก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า มีเส้นแบ่งที่ ชัดเจนและศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างการหยิบยืมด้วยความเคารพ กับการลดทอนจนบิดเบือน และกรณีนี้ การที่ Buddha-Bar เลือกใช้พระพุทธรูป และชื่อ Siddharta ในบริบทของร้านที่เสิร์ฟแอลกอฮอล์อย่างเปิดเผยนั้น หากมองด้วยใจที่ตั้งมั่นในศีลแล้ว ไม่อาจถือว่าเหมาะสมได้เลย

“สุราเมรัย” เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรหลีกเลี่ยงโดยตรง เพราะบั่นทอนสติและปัญญา ขัดต่อหลัก สัมมาสติ และ สัมมาชีวะ โดยสิ้นเชิง ขณะที่พระพุทธรูป คือ สัญลักษณ์แห่งความตื่นรู้และการหลุดพ้น มิใช่เครื่องตกแต่งหรือธีมประกอบการบันเทิงแบบโลกียะอย่างที่ถูกนำมาใช้

แน่นอนว่าโลกนี้ซับซ้อน และผมเองไม่ได้อยู่ในขั้วของการ “ห้าม” ใครใช้หรือไม่ใช้สิ่งใด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราจะมี “สัมมาทิฏฐิ” หรือ “มุมมองที่ตั้งอยู่บนปัญญา” หรือไม่ เราจะรู้เท่าทันได้ไหมว่า สิ่งที่กำลังเห็น กำลังเสพ เป็นพุทธในฐานะ สัญลักษณ์เพื่อขายประสบการณ์ หรือพุทธในฐานะคำสอนที่จริงแท้ และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่แบบไหน เพลงจะเบาแค่ไหน แสงจะอุ่นเพียงใด ความสงบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สิ่งเร้าภายนอกเหล่านั้นเลย มันอยู่ที่ใจเราเองว่า ยังตั้งมั่นอยู่บนสติและปัญญาได้หรือไม่

ถ้าใจเรายัง “ตื่นรู้อยู่” แม้จะผ่านโลกียะ ก็จะไม่ถูกกลืน แต่ถ้าใจเผลอไผล แม้เพียงเล็กน้อย สิ่งที่ดูเหมือนสงบ ก็อาจกลายเป็นเครื่องลวงที่ค่อย ๆ บั่นทอนเราโดยไม่รู้ตัว

.
.

ก่อนจบทริปโอมาน เช่นเดียวกับทุกทริปที่ผ่านมา หากมีโอกาสและเวลาอำนวย อีกหนึ่งภารกิจส่วนตัวที่ผมไม่เคยละเลยคือ การสำรวจ Escape Room ของท้องถิ่น ในฐานะคนไทยคนเดียวในโลกที่เป็นเจ้าของและผู้คิดค้น Escape Room ของคนไทย 100% ผมตั้งใจเสมอที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวไอเดียและประสบการณ์จาก Escape Room ทั่วโลก เพราะในมุมของผม Escape Room ไม่ใช่แค่ “เกม” แต่เป็น กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก ที่นำหลักการ Learning by Playing มาใช้ได้อย่างทรงพลังที่สุดรูปแบบหนึ่ง มันเป็นเครื่องมือที่หากออกแบบดีจะสามารถพัฒนาทักษะมนุษย์และองค์กรได้ในแบบที่คอร์สหรือห้องเรียนแบบเดิมไม่อาจทำได้

ที่มัสกัตครั้งนี้เอง ผมได้พบกับ Portable Escape Room เป็นครั้งแรก เป็น Escape Room ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ใน “ห้อง” แต่ถูกออกแบบมาในรูปของ ชุดคิทแบบพกพา บรรจุอยู่ในกล่องเดียว ซึ่งภายในซ่อนกลไกและปริศนาไว้อย่างแยบคาย ให้ผู้เล่นต้องค่อย ๆ ไขออกจนจบภารกิจ

มองจากภายนอก กล่องนี้แม้ดูไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่เกินจะขนย้ายได้ แต่เมื่อเริ่มเปิดใช้งานจริง จึงได้เห็นว่า ความซับซ้อนและชั้นเชิงของการออกแบบนั้นมากกว่าที่ตาเห็น นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวทางใหม่ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่น่าสนใจและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลังจากเจอแนวคิดนี้ครั้งแรกที่โอมาน ผมได้พบว่ามันเริ่มปรากฏในประเทศอื่น เช่น บาห์เรน และเชื่อว่าจะขยายตัวไปอีกหลายประเทศในไม่ช้า เพราะมันตอบโจทย์โลกยุคนี้อย่างชัดเจน โลกที่ต้องการการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เคลื่อนย้ายได้ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

และนี่คือแรงบันดาลใจสำคัญที่จะต่อยอดสิ่งที่ทำอยู่กับ Escape Room ในไทย ให้เดินหน้าไปได้ไกลที่สุดเท่าที่สมองและกำลังทรัพย์จะพาไปถึง จนพัฒนากลายมาเป็น Portable Escape Room ในเวอร์ชัน Spy สายลับกู้โลก ที่ในวันนี้มีโอกาสได้ใช้ให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างชาติมาแล้วหลายสิบองค์กร

ท้ายที่สุด การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนหรือในตำรา แต่อยู่ในทุกประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำ ลงมือเล่น และได้ลงมือคิดด้วยตัวเอง … และนี่แหละคือการเรียนรู้แบบมีชีวิตที่ผมเชื่อมั่นมาเสมอ และจะยังเดินหน้าผลักดันต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *