สมัยหนึ่งมนุษย์ทั้งโลกเชื่อว่าโลกแบนโดยไม่มีข้อสงสัย ใครคิดว่าโลกไม่แบน (ไม่ต้องถึงขั้นกลม) อาจถึงขนาดมีอันต้องเป็นไปกันเลย ไม่โดนคร่าชีวิตจากกฏหมายก็อาจอยู่ในสังคมไม่ได้เพราะถูกมองว่าบ้า และจะว่าไประยะเวลาที่มนุษย์เชื่อว่าโลกแบนนี้ยาวนานกว่าเวลาที่มนุษย์เชื่อว่าโลกกลมหลายเท่านัก ! เราเพิ่งมาเรียน มาศึกษากันว่าโลกกลมก็เมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง แต่หากมองดี ๆ จะเห็นว่าแม้ความรู้ว่าโลกกลมนี้เป็นความรู้พื้นฐานของโลกสมัยนี้ก็จริง แต่หากไม่มีใคร “สอน” เราก็คง “ไม่รู้” ไม่เชื่อลองถามเด็กที่ยังไม่ได้เรียนหนังสือดูซิครับว่าเขาจะตอบเช่นไร หากเด็กตอบว่าแบนก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะจากประจักษ์พยานที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาโลกมันก็ควรจะแบนจริง ๆ นี่จึงเป็นหน้าที่ของ “ครู” ที่จะต้องสอนสิ่งอันถูกต้องให้ลูกศิษย์รู้จะได้ไม่โดนความไม่รู้หลอก แต่จะว่าไปการที่ยังไม่รู้ความจริงจนถูกหลอกเช่นนี้ยังดีกว่าการรู้ความจริงที่ปรากฏตรงหน้า แต่โดนความลังเลจากจำนวนคนที่เชื่อตรงข้ามทำให้ไขว้เขว
ลองจินตนาการดูครับว่าหากเรามีเพื่อนทั้งหมด 100 คน แล้วพรุ่งนี้ตื่นเช้ามามีเพื่อน 50 คนมาบอกเราว่าที่เรียนมานั้นผิด มีข้อมูลใหม่แล้วว่าที่จริงโลกแบน เราจะหวั่นไหวไปกับคำกล่าวนี้ไหม หากไม่ก็ลองจินตนาการว่าคราวนี้เพื่อน 80 คนจาก 100 นั้นยืนยันว่าโลกนี้แบนจริง ๆ รูปของโลกที่เห็น ๆ กันนั้นแท้จริงเป็นการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์เราจะเริ่มลังเลหรือยัง หรือจะลองจินตนาการอีกก็ได้ว่าเพื่อนทั้ง 100 คน พูดตรงกันว่าโลกน่ะแบนที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ของชาติมหาอำนาจจงใจปกปิดความรู้นี้เพื่อผลประโยชน์ทางเทคโนโลยีของประเทศตนเช่นนี้เรายังจะกล้าเป็นคนเดียวที่ยืนยันว่าโลกกลมอยู่เช่นเดิมไหม นี่ล่ะครับโลกยุคสื่อสาร ที่ความจริงเป็นเช่นไรไม่สำคัญเท่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าความจริงเป็นเช่นไร ซึ่งการจะไม่หวั่นไหวไปกับจำนวนคนที่เชื่อผิดนี้ลำพังแค่ความรู้จากการฟังครูสอนนั้นไม่เพียงพอแล้ว เราจะต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ชัดยิ่งขึ้นด้วยการได้เห็นของจริง ได้ลงมือปฏิบัติทดลองในสิ่งนั้นด้วยตนเองจริงจนมั่นใจในความรู้ที่ตัวเองได้มานั้นแม้ว่าความรู้นั้นอาจต่างจากที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันอยู่ ต้องเป็นความรู้ระดับนี้เราถึงจะไม่หวั่นไหวไปกับจำนวนเสียงของคนที่เห็นต่างได้ ครูจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสอนตามตำราแล้วมาออกข้อสอบทดสอบความจำ แต่ครูต้องพาเด็กทำหรือสาธิตให้เด็กเห็นจริง ยิ่งถ้าครูทำได้ถึงขนาดทำให้เด็กรู้ว่าจะสังเกตการณ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีใด แล้วเด็กสามารถไปทดลองหาความรู้ในสิ่งที่ตนสนใจได้เองแล้ว ครูคนนั้นต้องนับเป็นยอดของครูทีเดียว แต่ยอดครูยังไม่ใช่สุดยอดครู !
สุดยอดของครูนั้นท่านจะสร้างสิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนให้แก่เรานั่นคือ “แรงบันดาลใจ” แรงบันดาลใจนี่สำคัญมากเพราะหากไร้ซึ่งแรงบันดาลใจมาขับเคลื่อนคนย่อมไม่มีการนำความสามารถที่ตนมีนั้นออกมาใช้ ทำให้การมีความรู้นั้นสูญเปล่า หรือมีก็เหมือนไม่มี ขณะที่หากมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นแม้ตนจะไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ตนย่อมทำทุกวิถี ดิ้นรนทุกวิธีเพื่อให้ได้มา อย่างเด็ก ๆ เห็นนักฟุตบอลทีมชาติคนโปรดแล้วเกิดแรงบันดาลใจใฝ่ฝันจะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ เจ้าหนูนั่นก็จะดิ้นรนไปศึกษาคลิปการเล่น เทคนิกการเตะ ขยันหมั่นฝึกซ้อมด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ หรือผู้ใหญ่เองได้เห็นนักธุรกิจระดับโลกแล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะฝึกฝนตนเองให้มีเก่งกาจในเชิงบริหารเช่นเดียวกันบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ควรจะหวังให้เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุญเหลือเกินของพวกเราคนไทยทุกคนที่โชคดีได้เป็นลูกศิษย์ของสุดยอดของครูที่ท่านทั้งสอน สาธิต และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเรา
ครูท่านนั้นก็คือ “ในหลวง” ของพวกเราทุกคนครับ ท่านทรงมอบวิชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เรารู้จัก ท่านทรงสาธิตการนำหลักปรัชญานี้มาใช้ในการทำหน้าที่การงาน และท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นแบบอย่างให้เราเห็นจนเกิดความมุ่งมั่นที่จะเป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ท่าน มุ่งพัฒนาตน พัฒนางานเพื่อประเทศไทยของเรา ลองดูพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระองค์ท่านทรงประทับข้างรถพระที่นั่งบนสะพานไม้เมื่อครั้งท่านทรงตรวจงาน หรือพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระเสโทของท่านกำลังไหลลงมาจากพระนาสิกซิครับ เพียงเห็นความมุ่งมั่นก็เกิดขึ้นในใจพวกเราแล้ว ว่าขนาดพระองค์ท่านยังอุทิศพระวรกายตรากตรำลำบากเพื่อเรา แล้วเราจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร จะกลัวอะไรกับความลำบาก จะย่อท้ออะไรกับความไม่รู้ ลำบากก็สู้ ไม่รู้ก็ไปแสวงหาความรู้
การสอนมีสามขั้นคือขั้น สอนให้รู้ขั้น ทำให้ดูและขั้น อยู่ให้เห็นการทรงงานของพระองค์ให้เราเห็นคือการสอนขั้นสูงสุด พระองค์ทรงเป็นครูเหนือครูของพวกเราทุกคนครับ !







ใส่ความเห็น