ชีวิตสำเร็จรูป

        ยุคนี้เป็นยุคสำเร็จรูปอะไร ๆ ก็สำเร็จรูปไปหมดทั้งเสื้อผ้า อาหารไปจนถึงวิถีชีวิตที่ไม่เกินเลยไปหากจะใช้คำว่า “ชีวิตสำเร็จรูป”         จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยเขียนถึงเมืองใหญ่ ๆ ในประเทศที่เมื่อความเจริญ (ทางวัตถุ) เข้าถึงก็แปรสภาพมาเป็นเหมือนกรุงเทพเมืองหลวงกันมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนจากทำไร่ทำนามาเป็นทำงานโรงงาน ทำงานออฟฟิศ วันเวลางานจากทำเกษตรตามสภาพดินฟ้าอากาศ ก็มาทำวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนวันหยุดจากวันโกน วันพระก็เปลี่ยนเป็นวันของพระเจ้า (Holly Day : วันเสาร์-อาทิตย์) ที่ไปใช้ชีวิตในห้างกัน         วิถีแห่งความสำเร็จรูปนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใด ประเทศหนึ่งแต่กลายเป็นของสากลไปแล้ว ลองสังเกตประเทศเพื่อนบ้านของเราดูได้ว่าทั้งคนกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ มะนิลา ฮานอย ไซง่อน ย่างกุ้ง พนมเปญ หรือเวียงจันทร์ก็มีวิถีชีวิตไม่ต่างกันเลย วันทำงานทำงานหนักเหมือนกัน วันหยุดใช้ชีวิตอยู่ในห้างเหมือนกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน (ฮอลลีวูด) กินอาหารแบบเดียวกัน (ไก่ทอด/แฮมเบอร์เกอร์) ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกัน หิ้วกระเป๋าแบรนด์เดียวกัน         วิถีนี้แม้ไม่มี AEC ก็เกิดครับ เพราะการเกิดขึ้นของวิถีนี้ไม่ใช่เป็นเพราะกฎหรือข้อตกลงทางการค้าใดแต่อย่างใด แต่เป็นการโดนครอบโดยลัทธิ “ทุนนิยม” ที่ปลาใหญ่ กำลังมากได้ใช้เงื่อนไขของเสรีภาพมาใช้ครอบงำทั้งทางวัฒนธรรมเพื่อผลทางเศรษฐกิจจนครอบคลุมไปทุกพื้นที่ ทำให้มนุษย์ในโลกยุคทุนนิยมนี้มีวิถีเหมือนกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นคนชาติไหน ภาษาไหนอีกแล้ว !         พูดถึงความเหมือนกันจนแยกไม่ออกนี้ก็นึกไปถึงคำกล่าวถึงอีกสังคมที่ว่ากันว่าเหมือนจนแยกไม่ออกเช่นเดียวกัน ทั้งยังเหมือนไม่เพียงแค่เรื่องของรูปธรรมอย่างห้างหรือเรื่องนามธรรมคือวิถีการใช้ชีวิต แต่เหมือนจนกระทั่งคนในสังคมนั้นแยกไม่ออกว่าใครเป็นสามี ใครเป็นภรรยาของตัวกันเลยทีเดียว         ใช่ครับ… ผมกำลังพูดถึง “โลกพระศรีอารย์”         ตามตำนานมีความเชื่อว่าพระศรีอาร์ย หรือพระศรีอริยเมตไตรยนั้นท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ของภัทรกัปที่เป็นช่วงสมัยของเรานี้ ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ทั้งสิ้น 5 พระองค์คือพระกกุสันโธ พระโกนาคมะโน พระกัสโป พระสมณโคดม และพระศรีอริยเมตไตรย โดยเชื่อว่าเมื่อสิ้นศาสนาของพระโคตมหรือยุคพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้วโลกจะล่วงเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อม เกิดการเข่นฆ่ากันไปทั่ว อายุขัยของมนุษย์ลดลงจนเหลือ 10 ปี โลกจะเสื่อมถึงขีดสุดจนมีผู้ที่รับไม่ได้กับความเป็นไปนี้ได้เริ่มออกมาแสวงหาความดีกันจนอายุขัยของมนุษย์ได้เพิ่มขึ้นไปจนถึงในยุคที่มนุษย์มีอายุ 80,000 ปี ซึ่งในสมัยนั้นเองพระศรีอาร์ยที่บำเพ็ญบารมีมา 80 อสงไขยแสนมหากัปจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของกัปนี้ ยุคนั้นสังคมจะเต็มไปด้วยคนมีศีล มีธรรมทุกคนจะเหมือน ๆ กันไปหมดจนคนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครตราบจนเข้าอาคาร บ้านของตนแล้วจึงนึกได้ว่านั่นสามีเรา นั่นภรรยาเรา         ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวนิด ว่าแรกผมอ่านความเชื่อนี้ก็ไม่สามารถจินตนาการได้ออกว่าการเหมือนกันจนจำไม่ได้นั้นเป็นเช่นไร จนวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งมีคนอยู่ประมาณสัก 20-30 คนมีทุกเพศ ทุกวัย บางคนไว้หนวด บางคนโกนศรีษะ บางคนผมยาวสลวย แต่แปลกผมกับรู้สึกว่าทุกคนในนั้นเหมือน ๆ กันไปหมดจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ต้องเพ่งไปที่หน้าถึงจะนึกชื่อ นึกสถานะของเขา (เธอ) ขึ้นมาได้ นั่นทำให้ผม (คิดเอาเอง) ว่าเข้าใจการจำไม่ได้ในโลกพระศรีอาร์ยแล้ว ว่าอาจจะไม่ใช่คนหน้าเหมือนหรือแต่งตัวเหมือนจนจำไม่ได้ แต่เป็นคนที่มีจิตใจดีงามเหมือนกันจนกระแสความดีนั้นล้นออกมาให้สัมผัสได้เด่นชัดยิ่งกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ความเมตตานั้นอิ่ม ใหญ่จนคนข้างเคียงสัมผัสได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าการรับรู้ทางตา นึกแล้วเลยอดจินตนาการต่อไม่ได้ว่าหากทุกสังคมมีสภาพเช่นนั้นจะมีความสุขเกินจะบรรยายแค่ไหนจนอยากให้โลกเข้าสู่โลกพระศรีอาร์ยโดยเร็ว         แต่ในความเป็นจริงกว่าจะถึงวันนั้นคงอีกนานและไม่แน่ว่าเราจะได้มีโอกาสเกิดอยู่ในสมัยนั้นไหม ฉะนั้นคงไม่ถูกต้องหากจะหวังน้ำบ่อหน้า จะถูกกว่าหากเราลงมือสร้างโลกพระศรีอาร์ยขึ้นเสียเอง ณ วันนี้ด้วยการเจริญเมตตาต่อเพื่อนร่วมสังคมของเรา ที่แม้อาจยังไม่ก่อสังคมอุดมเมตตาได้เต็มเปี่ยมไปทั้งโลกดั่งยุคนั้นแต่ผลของการเจริญเมตตาของเราย่อมปรากฏเป็นผลดีต่อตนเอง ดั่งอานิสงส์ของเมตตาว่าทำให้ผู้ปฏิบัติย่อมรับผล ดังนี้
        1. หลับเป็นสุข หลับสนิท
        2. ตื่นเป็นสุข ไม่ง่วงงุน
        3. ไม่ฝันร้าย
        4. มีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั่วไป ไม่มีคนมาคิดร้าย
        5. เป็นที่รักของอมนุษย์ ปลอดภัยจากการทำร้ายของสัตว์ต่าง ๆ
        6. เทวดารักษา เดินทางจะปลอดจากอุบัติเหตุ
        7.ไฟ อาวุธ ยาพิษ ไม่สามารถทำอันตรายได้
        8. เป็นสมาธิเร็ว จิตสงบได้เร็ว ไม่ฟุ้งซ่าน
        9. หน้าตาผิวพรรณผ่องใส ดูอิ่มเอิบ
        10. ไม่หลงเวลาตาย ตายอย่างสงบ
        11. เมื่อไม่อาจบรรลุธรรมชั้นสูง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก

        ได้ทราบว่าเมตตามีอานิสงส์ถึงปานนี้แล้วก็มาช่วยกันร่วมสร้างโลกพระศรีอาร์ยขึ้นในปัจจุบันนี้กันเถิดครับ มาช่วยกันสร้างสังคมที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างชนชาติ ไม่ว่าชนใดจะอยู่ในชาติแผ่นดินใด ทุกชนและทุกชาติล้วนเปี่ยมด้วยเมตตาเหมือนกันทั้งหมด !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *