อธิฐาน นิตยสาร

 เขาว่าประเทศไทยสมัยนี้สุดแสนจะ “อะเมซซิง” เป็นสังคมที่หาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบัน เพราะเป็นสังคมที่สามารถรวมวิถีความเชื่อ รวมถึงรวมวิถีการกระทำที่มาจากหลากหลายกระบวนทรรศน์ของโลกไว้ได้มากที่สุดในสังคมเดียวกันไล่มาตั้งแต่กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ กระบวนทรรศน์โบราณ กระบวนทรรศน์ยุคกลาง มาถึงกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ จะเว้นหรือยังไม่เด่นชัดก็อาจเป็นกระบวนทรรศน์หลังสมัยใหม่ (ที่โลกเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อไม่นาน)ก็ขอขยายสำหรับผู้ที่อาจจะไม่คุ้นกับศัพท์เชิงปรัชญาสักนิดนะครับ

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ก็หมายถึงแนวคิด ความเชื่อของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกที่ยังไม่มีการสะสมองค์ความรู้ ทำให้เชื่อในสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น ใช้การบนบานศาลกล่าวให้ผู้มีอำนาจเบื้องบนดลบันดาลสิ่งที่ต้องการหรือคุ้มภัยให้กระบวนทรรศน์โบราณ ก็หมายถึงยุคที่มนุษย์เริ่มสะสมความรู้จนเริ่มเห็นแล้วว่าธรรมชาติเขาก็มีกฏ หากทำถูกกฏก็ได้ผลตามที่ต้องการ หากทำผิดก็ไม่ได้ เป็นยุคที่กำเนิดนักปรัชญาชื่อดังทั้งหลาย กระบวนทรรศน์ยุคกลาง คือยุครุ่งเรืองทางศาสนา คนเริ่มหันมาสนใจชีวิตหลังความตายและพยายามทำดีเพื่ออนาคตในชาติหน้า ส่วนปัจจุบันก็คือกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ ที่เกิดมาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์หันไปพึ่งวิทยาศาสตร์แทนพระเจ้า

 อ่านแล้วเห็นไหมครับว่าสังคมเราเป็นไม่กี่สังคมที่คนยังเหมารวมวิถีของทุกกระบวนทรรศน์นี้ไว้ด้วยกัน ไม่ได้เคลื่อนจากกระบวนทรรศน์หนึ่งไปสู่อีกกระบวนทรรศน์หนึ่งเหมือนสังคมอื่น ๆ เอาที่เห็นชัดก็อย่างเช่นปากเราบอกเชื่อในเหตุและผล (บางคนเลยไปถึงขั้นปฏิเสธสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมไปเลย) ใช้ชีวิตทันสมัยไฮเทคอันเป็นวิถีของกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกันเขาผู้นั้นก็ยังกราบไหว้บูชาสิ่งลี้ลับ ไหว้แม้กระทั่งแมว 5 ขา จิ้งจก 3 ลิ้นอันเป็นวิถีของกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์  นึกแล้วน่าแปลกไหมล่ะครับ !

แต่ที่สำคัญกว่าความแปลกคือการเหมารวม (ข้อเสีย) ของทุกกระบวนทรรศน์มาใช้ อย่างกระบวนทรรศน์สมัยใหม่เราก็ใช้วิทยาศาสตร์ไปในด้านของการบำรุง บำเรอความสุขส่วนตนมากกว่าการใช้เพื่อการพัฒนา กระบวนทรรศน์โบราณเราก็ไปใช้หลักวิชาความรู้มาอ้าง มาอิง มาตีความเพื่อประโยชน์ตน แทนที่จะใช้ความสงสัยนั้นเพื่อนำไปสู่การแสวงหาคำตอบ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือการนำวิถีที่ใช้ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (ที่ผ่านมาแสนนานแล้ว) คือการอ้อนวอนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาใช้เพื่อหวังให้การงานของตนสำเร็จผล การอ้อนวอนนี้กระทำกันอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นที่ยอมรับ หรือบางคราถึงขั้นสนับสนุนส่งเสริม ซึ่งนั่นส่งผลเป็นการบั่นทอนความเจริญของทั้งตัวเองและสังคมอย่างยิ่งยวดบางคนอ้างว่านั่นเป็นกำลังใจ แต่คนอีกจำนวนมาก หรืออาจรวมถึงคนที่บอกว่าทำแค่เพื่อสบายใจด้วย ที่ก็อยาก หรือแอบอยากจะให้การบนบาลศาลกล่าวของตนนั้นสำเร็จสมประสงค์จริง

วิถีแห่งการหวังผลโดยที่ตนไม่ต้องลงแรงนี้เมื่อมากเข้าก็ตกผลึกสะท้อนออกมากลายเป็นการใช้ชีวิตอย่างมักง่าย เกิดค่านิยมด่วนได้ขึ้นในสังคม คนยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยสร้างเหตุ ส่งผลต่อเป็นความหลงงมงาย มองพิธีกรรม (ที่อ้างว่า) เพื่อความสบายใจนั้นเป็นการลงทุน ทำบุญเสร็จก็อธิษฐานขอพรอ้อนวอนเทพยดานางฟ้า (หรือแม้ไม่ได้ทำบุญแค่เวลาขับรถผ่านที่ไหนที่คนเขาลือกันว่าขลังก็ยกมือท่วมหัวอธิษฐานขอพรกันจนรถผ่านลับสายตาไปไกลแล้วยังขอกันไม่เสร็จ)ทำกันจนคำว่า “อธิษฐาน” นี้ผิดความหมายไปไกล จากเป็นเรื่องของการ “ทำ” ตามคำมั่นสัญญาที่ได้กล่าวอธิษฐานไว้ต่อสิ่งที่นับถือนั้น กลายเป็นการ “ขอ” ให้เกิดผลตามที่อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่เพี้ยนผิดจากหน้ามือเป็นหลังมือกันไปเลย ทำให้ผู้ที่ใช้อธิษฐานแบบผิดวิธีนั้นไม่อาจประสบความสำเร็จสมหวังได้จริงตรงกันข้ามกับผู้ที่ใช้อธิษฐานแบบถูกวิธีที่ชีวิตเขาย่อมประสบความสำเร็จตามปรารถนา มีความมั่นคงในชีวิตชนิดที่สามารถเผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้าง กลายเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร เป็นไม้ใหญ่ให้ลูกหลาน บริวารได้เข้ามาพึ่งใบบุญใช้พักพิงอิงอาศัย หลบภัยที่มาเยือนได้ไม่ได้กล่าวอ้างลอย ๆ แต่มีหลักฐานปรากฏในคำสอนของชาวพุทธเรา ที่กล่าวถึงหมวดธรรมที่ควรทำไว้ในใจเพื่อความตั้งมั่นของชีวิตที่เรียกว่า “อธิษฐาน 4” (อธิษฐาน 4 ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ ได้แก่ ปัญญา สัจจะ จาคะ และอุปสมะ)

ซึ่งอธิษฐาน 4 นี้สามารถอธิบายด้วยศัพท์เชิงบริหารอันคุ้นเคยเพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้ต่อได้ง่ายว่าเปรียบเหมือนดั่งยุทธศาสตร์ในการใช้ชีวิตที่ประกอบด้วย 4 แผน ได้แก่

1. แผนยุทธศาสตร์ทางปัญญา ผู้จะเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อื่นได้จริงจำเป็นต้องมีปัญญาที่จะสามารถเข้าใจลึกถึงสาเหตุของปัญหาที่ประสบอยู่ ทั้งยังมีปัญญาในการหาวิธีการแก้ปัญหานั้นอย่างได้ผล แผนนี้จึงประกอบด้วยการวางแผนในการหมั่นศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับความเป็นจริงของธรรมชาติและสังคมอันเป็นปัญญาสูงสุด ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังจะส่งให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจแก่ผู้ที่เข้ามาใกล้ชิดได้รับกระแสแห่งความมั่นคงนั้นจนรู้สึกอยากเข้าใกล้

2. แผนยุทธศาสตร์ความจริง (สัจจะ) ผู้จะมั่นคงได้จริงนั้นจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีสัจจะ กล่าวคำไหนเป็นคำนั้น ไม่โลเลผิดคำพูด มีความหนักแน่นต่อความตั้งใจของตน จนตนเชื่อมั่นในคุณความดีของตนจนจนยอมรับตัวเองได้ นั่นถึงจะส่งต่อไปสู่การได้รับความยอมรับจากผู้อื่น สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกหลานและบริวารได้ว่าเมื่อผู้ใหญ่รับปากแล้วจะเป็นไปตามนั้น หรืออย่างน้อยก็มั่นใจว่าผู้ใหญ่อยู่เคียงข้างพร้อมจะช่วยเต็มกำลังตามที่รับปาก ทั้งสัจจะนี้ยังเป็นการเกื้อหนุนระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลโดยอ้อมเป็นความสามัคคี เพราะสังคมทุกวันนี้เต็มไปด้วยความโกหกปลิ้นปล้อนเพื่อผลประโยชน์เมื่อมาได้ใกล้ชิด ได้อยู่ในกระแสแห่งความจริงก็จะสบายใจ อบอุ่นใจไม่ระแวงกัน

3. แผนยุทธศาสตร์สละ (จาคะ) ผู้จะเป็นที่พึ่งพิงจะต้องเป็นผู้เสียสละ เหมือนดั่งผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทุกคนในโลกล้วนมาจากการยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น ใครที่อยากจะเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรอยากให้ลูกหลานเข้ามาพักพิงอาศัยร่มใบนี้จึงต้องเสียสละความสบายส่วนตน ใครเดือดเนื้อร้อนใจมาหา มาปรึกษาก็พร้อมจะสละความสบาย ยอมเหนื่อยช่วยเหลือเต็มความสามารถของตน เช่นนี้ผู้ที่เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นย่อมเกิดความซาบซึ้งใจ เกิดเป็นบุญคุณแก่กัน แผนนี้นอกจากสละแรงกายช่วยผู้อื่นแล้วยังหมายถึงการสละความเชื่อ ความเห็นของตนในเรื่องต่าง ๆ ด้วย เช่นในสมัยเราการดำเนินงานต้องเป็นแบบนี้ แต่เมื่อลูกหลานสมัยใหม่มีวิธีที่ต่างกันเราก็ต้องพร้อมสละความเชื่อที่เราเคยยึดเพื่อมาพิจารณาตามสิ่งที่คนสมัยใหม่คิดก่อนที่จะตัดสินใจตามที่ควร มิใช่ยึดว่าเคยเชื่อ เคยทำเช่นนี้แล้วสำเร็จมาก็จะปฏิเสธแนวทางใหม่ ๆ ของลูกหลานไปเลย ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานได้เห็นและนำไปประพฤติ ปฏิบัติตามเพื่อความสามัคคีของสังคมที่มีความแตกต่างทางความคิดมากมายอย่างในปัจจุบันด้วย สุดท้ายในแผนนี้ยังมีการสละที่สำคัญอีกประการคือการสละกิเลส สละความเห็นผิดในใจตนออกไป ซึ่งการสละสิ่งนี้ได้จะเป็นความมั่นคงทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

4. แผนยุทธศาสตร์สงบ (อุปสมะ) ยุทธศาสตร์สุดท้ายนี้สำคัญมากแม้อาจฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเฉพาะตนแต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่มีผลต่อทุกคน โลกวุ่นวายในหลายคราก็มาจากผู้ใหญ่ขาดความสงบ ลองดูหลายสงครามในประวัติศาสตร์ก็เกิดจากความไม่รักสงบของคนเพียงคนเดียว กลับกันโลกหรือสังคมหรือบ้านจะสงบร่มเย็นได้ก็สามารถมาจากคน ๆ เดียวได้เช่นกัน กระแสแห่งความสงบที่มาจากเรานั้นจะแผ่ไปครอบคลุมไปกล่อมเกลาจิตใจของลูกหลานและบริวารให้มีความเย็นตามกำลังแห่งความสงบของเราไปด้วย และนอกจากผลโดยตรงนี้แล้ว ยังมีผลที่จะได้ตามมาเป็นการช่วยเกื้อหนุนยุทธศาสตร์ด้านอื่น ๆ ให้ดีขึ้นเช่นเมื่อสงบการใช้ปัญญาย่อมเฉียบแหลมกว่า การยอมสละความสุขตนย่อมง่ายกว่า ฯลฯ ฉะนั้นจึงจำเป็นมากที่เราจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์นี้ หมั่นหาความสงบเข้าสู่ใจตนให้สงบได้แม้กระทั่งท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสังคม

นี่เป็นความหมายของการอธิษฐานที่อาจสรุปเป็นแนวการกระทำต่อทั้ง 4 แผนนี้ได้เป็น*
1. ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย ไม่พึงประมาทปัญญา (not to neglect wisdom)
2. สจฺจํ อนุรกฺเขยฺย พึงอนุรักษ์สัจจะ (to safeguard truthfulness)
3. จาคํ อนุพฺรูเหยฺย พึงเพิ่มพูนจาคะ (to foster liberality)
4. สนฺตึ สิกฺเขยฺย พึงศึกษาสันติ (to train oneself in tranquillity)

ทั้ง 4 แผนการนี้ล้วนมีผลส่งถึงกันและกันที่เมื่อผู้ปฏิบัติได้ทำแล้วจะช่วยเกื้อหนุนทั้งหมดให้เจริญยิ่งขึ้น จนสุดท้ายเมื่อทั้ง 4 ยุทธศาสตร์หลอมรวมเป็นหนึ่งจะส่งผลเป็นกำลังแห่งความมั่นคงในชีวิตที่ใครสัมผัสก็อยากเข้าใกล้ มีแต่ลูกหลานมาห้อมล้อมด้วยความอบอุ่น สบายใจ และปลอดภัยใครที่อยากมีชีวิตบั้นปลายเช่นนี้ต้อง อธิษฐาน ครับ แต่ไม่ใช่อธิษฐานด้วยการอ้อนวอนขอให้เทพในสวรรค์ชั้นใดบันดาลให้ แต่อธิษฐานด้วยการกระทำตาม 4 ยุทธศาสตร์นี้ด้วยน้ำพัก น้ำแรงของตนซึ่งสามารถประกันผลได้อย่างแน่นอน

โลกสมัยนี้เข้าสู่กระบวนทรรศน์หลังสมัยใหม่แล้วครับ ต้องศึกษาแบบเจาะลึกให้ผ่านพิธีกรรม ความเชื่ออันงมงายเพื่อเข้าสู่ประโยชน์สูงสุด

ช่วยกันบอกกล่าวให้ทุกคนหันมาธิษฐานเช่นนี้แทนการอ้อนวอนร้องขอกันนะครับ บอกเขาให้ปล่อยตุ๊กแก 2 หัวไว้บนกำแพงไม่ต้องไปผูกผ้ากราบไหว้เพื่อสังคมแห่งสัมมาปัญญาของเราครับ
*http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=197

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *