ตัวชี้วัด

        เดี๋ยวนี้แวดวงต่างๆกำลังเห่อกันมากกับ KPI หรือที่ย่อมาจาก Key Performance Indicator หรือตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงาน         จะว่าไปไม่ใช่แค่เห่อ แต่ KPI นี้ถึงขั้นเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่างในการงานเลยทีเดียว เป็นตัวบอกความสำเร็จหรือล้มเหลวขององค์กร เป็นตัวบอกการปรับเงินเดือน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งของบุคลากร “โม้ไปรึเปล่า อะไรจะขนาดนั้น” ไม่ได้โม้ครับ !         แม้สำหรับบางท่านโดยเฉพาะท่านที่อยู่ภาคการเกษตร ภาคประมง หรือเป็นผู้ทำงานแบบหาเช้ากินค่ำอาจเพิ่งเคยได้ยินคำ ๆ นี้ ขณะที่อีกหลายท่านอาจเคยผ่านหูมาบ้าง ทั้งยังรู้ความหมายดีจะคิดว่าสิ่งนี้ไม่น่ามีบทบาทขนาดที่ผมว่าก็ไม่แปลกครับ แต่ก็ต้องบอกว่าในความเป็นจริงแล้วเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผมไม่ได้เขียนให้เกินเลยหรือให้เวอร์แต่ประการใด ตัวชี้วัดปัจจุบันเป็นแทบจะทุกอย่างของสังคมจริง ๆ         ภาคธุรกิจไม่ต้องพูดถึง การค้า โรงงานหากมีขนาดใหญ่สักหน่อยมักหนีไม่พ้นการทำประเมินผลการทำงานที่สำคัญคือประเมินคนงาน ขณะที่ในภาคราชการนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงอนาคตของข้าราชการจำนวนมากขึ้นอยู่กับผลการประเมินนี่แหละ จะได้กี่ขั้น เงินเดือนขึ้นกี่ระดับ หรือแม้แต่การคงอยู่ของหน่วยงานหนึ่ง ๆ การปรับสถานภาพของหน่วยงาน การจัดสรรงบประมาณ การจัดอัตรากำลัง และอีกสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องล้วนถูกกำหนดโดยผลของตัวชี้วัดนี้ทั้งนั้น หากไม่ผ่านไม่ต้องบอกนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น หน่วยงานนั้นอาจถูกยุบ ผู้ปฏิบัติงานในนั้นถ้าไม่ถูกโยกย้ายก็หมายถึงอาจถูกปลด         กลับกันหากผ่านด้วยคะแนนดี คะแนนสูง หน่วยงานนั้นอาจถูกอัพเกรดขึ้นเป็นกอง กรม สำนัก ผู้บริหารก็จะได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นโดยอัตโนมัติไปด้วย เงินเดือนเบี้ยเลี้ยงก็ปรับตาม สวัสดิการ หรือความก้าวหน้าต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น “ฟังมาตั้งนานก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่ ถ้าไม่ดีก็ยุบ ดีก็ส่งเสริมแล้วมันผิดตรงไหน”         มันผิดตรงที่ตัวชี้วัดนั่นแหละครับ เพราะตัวชี้วัดก็คือตัวชี้วัด ให้ค่าตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่ไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงประสิทธิภาพจริง ๆ หรือสิ่งที่ดำเนินไปจริง ๆ ได้เลย         แม้ในพื้นฐาน ทางทฤษฏีอาจเป็นไปตามนั้น แต่พอปฏิบัติจริง ในเมื่อทุกสิ่งอยู่ที่ตัวชี้วัด 49 ตัวบ้าง 53 ตัวบ้าง ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็มุ่งไปทำให้ตัวชี้วัดแต่ละข้อผ่านไปตามที่ได้รับเกณฑ์มา พูดให้เห็นภาพก็เหมือนคนทำงานได้ข้อสอบมาถือในมือ สิ่งที่ต้องทำก็คือเปิดตำราหาคำตอบมาตอบให้ถูก ให้คะแนนดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ตอบจะมีความรู้ในระดับนั้นจริง ๆ         อีกคำที่นึกง่าย ๆ ก็เหมือนการทำผักชีโรยหน้า จัดแต่งให้สวยตามแบบที่ต้องการ แต่เนื้อในจริง ๆ ไม่ได้มีคุณค่าหรือเป็นจริงตามนั้น ใครแต่งหน้าได้สวยเข้าตากว่าก็ชนะไป ใครแม้ข้างในใช่แต่แต่งไม่เป็นก็อาจสอบตกได้ สังคมเราเคลื่อนอยู่บนสิ่งนี้ วิถีนี้ครับ เราถึงเต็มไปด้วยความฉาบฉวย ไฟไหม้ฟาง ชั่วครั้งชั่วคราว ก้าวไปไหนไม่ได้จริง         นี่ว่ากันแบบตัวชี้วัด ทำมาดี เหมาะสมกับงานแล้วนะครับ ยังไม่พูดถึงตัวชี้วัดที่สักแต่ว่าทำ ๆ กันขึ้นเพื่อให้หน่วยงานที่ทำการประเมินมีผลงาน หรือสร้างตัวชี้วัดจากเบื้องบนทำตามความต้องการของผู้บริหารที่ “อยากเห็น” แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้มารับบริการ(ประชาชน)อยากได้ก็ได้ ข่าวร้ายคือตัวชี้วัดที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้น่าจะมีจำนวนมากกว่าตัวชี้วัดที่มีคุณภาพเสียอีก         จะแก้ปัญหาระบบสังคมเราได้ งานแรกที่ควรทำก็คือการเลิกระบบตัวชี้วัดแบบบนลงล่างนี้เสียก่อน ถ้าจะวัด เราต้อง         ให้ระดับปฏิบัติการ ผู้มารับบริการ ประชาชนเขาวัดเอง ประเมินเอง ไม่ใช่ทำจากบนลงล่างอย่างทุกวันนี้ มันเลยคลอนแคลนจะล้มไม่ล้มแหล่นี่แหละครับ         และถ้าจะให้ดีเลิศกันสุด ๆ จริง ๆ ทุกคนในสังคมต้อง “วัด” ตัวเองเป็น วัดตัวเองได้ และหมั่นที่จะวัดตัวเอง วัดว่าตัวยังด้อยด้านไหนก็ไปพัฒนาเสีย วัดว่าตัวมีดีอะไรก็นำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมกัน         และที่สุดวัดว่าใจหากยังหมกหมุ่นแต่เรื่องกอบโกย แก้แค้นก็เลิกเสียหันมาคิดดีมีเมตตา สรุปแล้วขอจบแบบธรรมะหน่อยก็ขอสรุปว่า ไปเข้าวัด วัดใจกันครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *