ตุ้ม-โมง

        ชื่อบทนี้อาจฟังแปลกๆ แต่ถ้าค่อยๆ คิดหลายท่านคงพอนึกออกว่าเกี่ยวกับอะไร แต่หากยังนึกไม่ออกผมให้เวลาอีกสักสองอึดใจครับ เฉลย… เป็นเสียงสองเสียงครับ         เสียงหนึ่งก็คือ “ตุ้ม” จะให้ใกล้เคียงอีกนิดก็ต้องลากเสียงหน่อยเป็น ตุ้มมมม หรือ ตู่มมมมม ประมาณนี้แล้วแต่การตี ขณะที่อีกเสียงเป็น “โมง” หรือ โหม่งงงง ม๊องงงง ก็แล้วแต่การตีอีกเช่นกัน         ผมกำลังพูดถึงเสียงของกลองกับเสียงของฆ้องที่เราคุ้นกันตามชนบทเวลามีงานท้องถิ่น หรือตามวัดวาอารามนั่นเอง เป็นเสียงดนตรีไทย ๆ ที่ผมว่ามีเสน่ห์มากสอดรับประสานกันได้ความรู้สึกถึงวิถีไทยเราดี ยิ่งบวกเสียงฉิ่งฉับ ขลุ่ย ซอเข้าไปด้วยแล้ว จะเอาอารมณ์ไหนเป็นสื่อถึงใจได้หมด         แต่ไม่ต้องไปตจววงดนตรีแค่เพียง “บุคลิก” ของเสียงนี้ผมว่าก็ให้บรรยากาศของธรรมชาติ ความเรียบง่ายที่ชวนฟังเพลินไม่น้อยแล้วน่าฟังกว่าเสียงดนตรีสากลอย่างกีตาร์ กลองเยอะ จะเรียกว่าเป็นเสียงที่ตรงกับวิถีชีวิตบ้านเราก็ได้ ทั้งยังมีนัยยะแฝงที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีก         ใครที่อายุขึ้นเลข 4 น่าจะคุ้นกับอาชีพ ๆ หนึ่งที่เป็นเหมือนผู้บอกเวลายามค่ำคืน เป็นผู้สังเกตุการณ์ระวังภัยไปในตัว นั่นคืออาชีพ “แขกยาม”         ขอย้อนเล่าให้เด็กยุคใหม่ที่อาจไม่รู้จักได้นึกตามได้สักนิดนะครับ ในอดีตตามตรอกซอกซอยจะมีคน ๆ หนึ่งซึ่งมักจะเป็นคนแขก โพกหัวใส่ชุดยาวสีขาวที่จะคอยเดินตรวจตราดูสิ่งผิดปกติ ทำหน้าที่เสมือนเป็นยามอย่างที่เราเรียกกันอันเป็นที่มาของคำว่าแขกยามนี้ แต่แขกยามต่างจากยามปัจจุบันตรงไม่เพียงดูความเรียบร้อยแต่ยังมีอีกหน้าที่พิเศษที่ทุกชั่วโมงแขกยามจะตีฆ้องเพื่อบอกเวลาคนที่อยู่ในซอยนั้น ๆ ด้วย         วิธีคือตีตามจำนวนเช่นตี 1 ก็ตี 1 ครั้ง ตี 2 ก็ 2 ครั้ง ตี 3 ก็ 3 ครั้งไล่ไปตามซอยต่าง ๆ หัวซอยยันท้ายซอยไล่ไปซอยถัดไปจนทั่วหมู่บ้าน แน่ล่ะที่เวลาอาจไม่ตรงดีนักมีคลาดเคลื่อนบ้างบางซอยกว่าแขกยามจะเดินไปถึงแล้วตีให้เสียงอาจเลยไปร่วมสิบนาทีแล้ว แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญเพราะผู้ที่นอนอยู่ก็พอคะเนได้ว่าตอนนั้นกี่โมง กี่ยามแล้ว ได้เวลาตนต้องลุกออกจากเตียงหรือยัง แต่ที่สำคัญคือเสียงทุ้ม ๆ นุ่ม ๆ ที่กังวาลไปทั่วนี้มันไม่ได้แค่เพียงบอกเวลาครับ มันยังเหมือนกับเป็นสื่อว่าสังคมนี้มีคนอยู่ มีมนุษย์อีกหนึ่งคนที่คอยดูแลเพื่อนที่หลับไหลคนอื่น ๆ อยู่ตลอดค่ำคืน มีชีวิตจริง ๆ อีกหนึ่งชีวิตที่กำลังทำการงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอยู่         ไม่ได้อ่อนไหวหรือเซนต์ซิทีฟเกินกว่าเหตุแต่ผมว่ามันต่างจากการพึ่งนาฬิกาดิจิตอลยุคนี้เยอะ แม้อาจจะเที่ยงตรงกว่า สั่งให้ปลุกเตือนตามเวลาหรือทุกชั่วโมงได้ดั่งใจกว่า เลือกเสียงได้ตามใจชอบกว่า แต่สิ่งที่ขาดก็คือการมี “ชีวิต” ของสังคมนี่แหละ แขกยามที่เป็นเหมือนเพื่อนที่เราไม่เคยเห็นหน้าแต่กลับมีความผูกพันธ์         ยิ่งยุคก่อนที่นอกจากเสียงฆ้องนี้แล้วยังมีเสียงสุนัขเห่าหอนยามดึก เสียงไก่ขันยามเช้า พ่วงกันแล้วต้องบอกว่านี่และคือ“ชีวิต” ยามค่ำคืนถึงรุ่งสางอย่างแท้จริง มันเทียบได้หรือกับเสียงรถราวิ่งกันยามดึก เสียงมอเตอร์ไซค์แข่งกันสนั่นคืน และเสียงนาฬิกาปลุกยามเช้า เสน่ห์มันหมดไปโดยสิ้นเชิง หรือต้องบอกว่าชีวิตมันสลายไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมนี้ด้วย         ไหน ๆ เราก็มีการจ้างรปภ.กันทุกหมู่บ้านอยู่แล้วจะดีไหมครับหากหาฆ้อง หากลองให้รปภ.ตีทุกชั่วโมงนำบรรยากาศแขกยามกลับมาแม้เพียงเล็กน้อยแต่อาจเป็นเชื้อให้สังคมแห่งชีวิตกลับมาแทนสังคมดิจิตอลได้บ้าง “คิดใหม่” แบบเล่น ๆ ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *