แยกแยะ

        ลองเดาเล่น ๆ ซิครับ ว่าชื่อบทอย่างนี้ผมตั้งใจจะพูดถึงเรื่องอะไร         บางท่านอาจนึกถึงเรื่องของการแยกขยะ เป็นขยะเปียก ขยะแห้งขยะรีไซเคิล หรือแม้แต่ขยะพิษ ที่นับเป็นเรื่องน่าสนใจและน่านำมาคิดใหม่อีกเรื่องจริง ๆ แต่ยังไม่ใช่ของบทนี้ครับ เพราะฉบับนี้ผมได้ข้อคิดมาจากเมื่อวันก่อนที่ได้มีโอกาสฟังการอบรมเชิงวิชาการเกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน จนได้ขัอคิดที่น่าสนใจ น่านำมาคิดใหม่นั่นคือเรื่องการแยกแยะนี้ แต่ก่อนจะไปดูว่าแยกแยะอะไร เรามาเริ่มจากการรับรู้ปัญหาร่วมกันก่อนว่าปัญหาเด็กกระทำผิดนั้นกำลังลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ         ผลจากปัญหานี้ส่งผลร้ายแรงมาก เพราะการที่เด็กหนึ่งคนทำผิดต้องรับโทษเท่ากับสังคมเราสูญเสียกำลังคนไปอีกหนึ่งคน นอกจากจะเสียกำลังแล้วหากเด็กคนนั้นพ้นโทษมาเติบใหญ่มีครอบครัวก็มีแนวโน้มที่จะสร้างเด็กรุ่นต่อไปที่เสี่ยงจะทำผิดได้ง่ายอีก ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจึงควรทราบปัญหา หาที่มา ต้นสายปลายเหตุ และหาทางแก้ไข         ซึ่งสาเหตุนอกจากที่รู้ ๆ กันดีเรื่องค่านิยมผิด ๆ ของเรื่องวัตถุทำให้เด็กยอมทำผิดเพื่อแลกมากับข้าวของเครื่องใช้ หรืออารมณ์ที่ต้องการ หากสาวไปก็กระจายไปทั่วทุกองคาพยพของสังคม ครอบครัว เศรษฐกิจ โรงเรียน สื่อสารมวลชน ไปจนถึงกฏหมายที่บทลงโทษส่งให้ผู้ใหญ่ใช้ช่องความเป็นเด็กในการทำผิด         แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสาเหตุที่เด็ก และเยาวชนในอดีตทำ พวกเขาล้วนรู้ดีว่ามันผิด มันไม่เหมาะ ถึงได้มีการพยายามหลีกเลี่ยงกฏหมาย มีการวางแผนเอาตัวรอด มีการปลุกใจของวัยรุ่นที่จะกระทำผิด ก่อนยกพวกไปตี ก่อนไปฉุดคร่าก่อนที่จะลงมือทำ แต่ด้วยวุฒิภาวะที่ต่ำ รวมทั้งกลับกันคือแรงจูงใจที่สูง ทำให้เด็กไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ให้กระทำสิ่งผิดนั้นได้         มาถึงเรื่องที่ผมตกใจ และนำมาเล่าให้คุณ ๆ ตกใจด้วยก็คือข้อมูลของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในปัจจุบันนี้ต่างไปจากอดีตครับ         ต่างตรงพวกเขา “ไม่รู้” ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด หลายคนเมื่อถูกจับ ยังสับสนอยู่ว่าพวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ ทำแล้วเรียกว่าผิดต้องรับโทษหรือ         นี่ละครับที่น่าตกใจ เดิมเด็กยังรู้แต่ด้วยสารพัดเหตุผลทำให้เด็กยังทำ ซึ่งทำให้เรายังมีโอกาสในการแก้ไข ให้เด็กเกิดความยับยั้งตั้งใจมากขึ้น หรือบางทีไม่ต้องทำอะไรเพียงผ่านกาลเวลา เด็กเติบใหญ่ขึ้นมา มีประสบการณ์ก็สามารถตัดสินใจสิ่งที่ถูกได้เอง         แต่เมื่อเดี๋ยวนี้เด็ก “แยกแยะ” ไม่ได้ ไม่รู้เสียแล้วว่าอย่างไหนถูกทำได้ อย่างไหนผิดทำไม่ได้ เท่ากับงานแก้ไขจำต้องแก้ไปถึงส่วนลึกของความคิด ก้นบึ้งของจิตใจ ย้อนไปไกลถึงอดีตที่ถูกเลี้ยงดู ซึ่งไม่ผิดเลยถ้าจะใช้คำว่ายากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา         แต่จะยากอย่างไรก็ต้องทำครับ ก็อนาคตของประเทศเรานี่นา แต่ “คิดใหม่” ฉบับนี้ไม่ได้คิดใหม่ให้คุณอ่าน แต่อยากจะให้ข้อมูลเพื่อคุณจะคิดใหม่ต่อให้ทีว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ ลองช่วยกันคิดดูนะครับ คิดได้อย่างไรผมเชิญชวนคุณ ๆ ช่วยส่งความเห็นมาแลกเปลี่ยนกันที่คอลัมน์ “คิดใหม่ดอทดอม” ใน ”บางกอก” นี้ หรือจะอีเมล์มาคุยกับผมได้ที่ r_veeranut@hotmail.com ก็ยินดีครับ พูดคุยกันหลาย ๆ ความเห็น หลาย ๆ แนวทาง พัฒนาวิธีการขึ้นมา นำเสนอสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้นำไปปฏิบัติจริงกัน         เราคนไทยไม่นิ่งดูดายครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อลูกหลานของเรานี่เอง มาช่วยให้เขาอย่างน้อยก็แยกแยะออกเสียก่อนระหว่างสิ่งดีกับไม่ดี ผมมั่นใจในพื้นฐานของมนุษย์ครับเมื่อเขารู้ถูกรู้ควรแล้วการจัดการเรื่องแรงจูงใจแม้จะยากแต่ยังพอทำได้ แต่ถ้าแยกแยะไม่ได้เสียแล้วนี่ก็ละบากอยู่ อนาคตประเทศรอความคิดใหม่ ๆ จากคุณอยู่ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *