ฟังให้เป็น

        ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านการพัฒนาศักยภาพออกมามากมาย บางหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายเหยียบ ๆ หลักแสนก็ยังมีผู้นิยมต่อคิวกันเข้าเรียนไม่ขาดสาย         ส่วนบางหลักสูตรก็หลักพัน หรือหลักร้อยก็มีมักเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับวิชาชีพ การพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆเช่นหลักสูตรเทคนิกการขาย หลักสูตรการคิดอย่างสร้างสรรค์ หลักสูตรการบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงเรื่องการสอนทักษะพื้นฐานอย่างหลักสูตรการพูดในที่ชุมชน ฯลฯ         หากมีเวลาว่าง (และมีกำลังทรัพย์เหลือ) ผมชอบเข้าอบรมวิชาการประเภทนี้ เพราะเท่ากับได้เรียนรู้เทคนิกแปลกใหม่มาใช้ในหน้าที่การงาน ได้รู้จักเพื่อนใหม่จากต่างองค์กร ได้เห็นเทคนิกการสอน การนำเสนอใหม่ ๆ ที่แปลกตา เร้าใจ ชวนประทับใจจากวิทยากรท่านต่าง ๆ         และวันก่อนได้มีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรหนึ่งชื่อ “ฟังให้เป็นสุข”         ได้ยินชื่อหลักสูตรหลายท่านอาจงงงงและนึกตามไม่ออกว่าการฟังนี่มันต้องเรียนกันด้วยหรือ หูไม่หนวก รู้ภาษาก็ฟังได้อยู่แล้วนี่         แน่ใจหรือครับ !         ฟังเป็นนี้มิใช่หมายเพียงการฟังรู้ว่าเรื่องที่เขาพูดมคือเรื่องอะไร แต่ต้องรู้ไปถึงสิ่งลึก ๆ ที่เขาต้องการจะสื่อผ่านข้อความนั้นด้วย เรียกว่าเป็นการฟังแบบระว่างประโยค (ระหว่างบันทัด) ฟังให้รู้ลึกไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ หรือ Hiden Agenda ที่แฝงไว้ในคำพูดนั้น         แต่อย่าว่าถึงสารที่ซ่อนมาเลย ลำพังแค่ให้รู้ครบถ้วน และถูกต้องต่อคำพูดนั้น ๆ พวกเราในยุค Hi Speed อาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ         ถ้าไม่ชื่อก็ลองทวนดูซิครับว่า บ่อยไหมที่ฟังไม่ทันจบแต่ด้วยความใจร้อนเราก็ด่วนตัดบท ด่วนสรุปไปว่ารู้แล้ว หรือบางสถานการณ์ด้วยมารยาทเราจะ (แกล้ง) ตั้งใจฟังจนจบแต่เราก็ปักธงในใจที่ปักไว้แล้วว่าเรื่องนั้นมันต้องเป็นอย่างไร คนนั้นจะต้องเป็นคนเช่นไร         จริงไหมครับ ?         และเมื่อเราฟังผิด การจัดการกับเรื่องนั้น ๆ ก็พลาด ผลลัพธ์ที่เราได้รับจึงไม่เป็นไปตามประสงค์         เมื่อเราไม่รู้สิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง เราย่อมไม่ได้ทำอย่างที่ควร นี่คือปัจจัยสำคัญในการจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัว เหตุนี้ล่ะครับเราจึงควรมาสนใจเรื่องการฟัง เราต้องรู้สิ่งที่เขาต้องการสื่ออย่างแท้จริง อย่างครบถ้วน หากไม่แน่ใจก็ต้องใช้ “เทคนิกการฟัง” ให้เขาสื่อออกมาให้ชัด ให้ครบหากทำได้เช่นนี้โอกาสในความสำเร็จจะเปิดกว้างขึ้นแน่นอน         แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงแม้เราจะฟังได้เช่นนั้นแล้วก็ยังไม่ใช่ศิลปะการฟังขั้นสูงที่ผมอยากมาชวนทุกท่านฝึกกันวันนี้หรอกนะครับ เพราะศิลปะการฟังขั้นสุดยอดต้องวัดผลกันไม่ใช่ที่เราสุข สำเร็จ แต่เป็นการฟังแล้วคนพูดกับเราเขามีความสุขครับ !         คนที่ฟังแล้วทำให้คนพูดมีความสุข หายทุกข์เกิดความมั่นใจในตัวเอง รู้คุณค่าของตน มีกำลังใจมุ่งมั่นทำงานเพิ่อส่วนรวมมากขึ้น นั่นแหละครับที่เป็นนักฟังชั้นเซียน และคนที่ฟังได้เช่นนั้นจะสะท้อนออกมาเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ มีคนรัก มีคนอยากเข้าใกล้ เป็นคนที่เพื่อน ๆ ไว้ใจ นั่นหมายถึงสารพัดโอกาสดี ๆ ในชวิตที่จะตามมา         ทราบกันดีว่าทุกวันนี้เครือข่ายถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญ ซึ่งนั่นเราจะสร้างได้ไม่ใช่ด้วยการพูด แต่เป็นด้วยการฟังอย่างมีศิลป์ครับ         “แล้วการฟังอย่างมีศิลป์ทำอย่างไร สังเกตุเวลาคุยกับบางคนเราอยากเล่าทุกเรื่องให้เขาฟังเลย ขณะที่กับบางคนไม่ใช่ อย่างนี้มันเป็นบุคลิกติดตัวมาหรืออย่างไรกัน”บางท่านอาจสงสัย         บุคลิกก็ส่วนหนึ่งครับ แต่หลายกรณีเพียงเรารับฟังด้วยความจริงใจ รับรู้เป็นเพื่อนเขาอย่างแท้จริง รู้จังหวะเสริม จังหวะกระตุ้นไฟในตัวเขา อาจไม่ใช่คำพูด วลีเด็ด แต่เป็นอากัปกริยาตื่นเต้น สนใจจริง เท่านั้นหลายอย่างในตัวคนพูดก็สามารถก่อประกายขึ้นมาได้แล้ว และนั่นเท่ากับเราได้สร้างคุณอนันต์อันใหญ่หลวงเพื่อคนอื่นแล้ว         เสียเงิน เสียทองไปฝึกสารพัดวิชามามากแล้ว มาลองฝึกการฟังกันดูนะครับ การฟังอย่างจริงใจของคุณอาจช่วยชีวิตคนคนหนึ่งได้เลยทีเดียว และที่ได้แน่ ๆ คือคุณคนฟังเองที่จิตใจขณะตั้งใจฟังนั้นมันคือใจของเพื่อนมนุษย์ที่เห็นคู่ตรงหน้าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *