ประกันภัย

        หากจะจัดลำดับประเภทธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อสังคมในยุคปัจจุบัน ธุรกิจการประกันภัยย่อมต้องติดอยู่ในระดับต้น ๆ แน่ ในระดับมหาภาคธุรกิจประเภทนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่อย่างสูง เป็นแหล่งเงินทุนก้อนมหึมาที่ใช้ขับเคลื่อนภาคธุรกิจอื่น ๆ นับไม่ถ้วน ขณะที่ในระดับจุลภาคคือในเรื่องเศรษฐกิจส่วนบุคคลนั้นก็มีผู้ที่อยู่ในธุรกิจประเภทนี้กันเป็นจำนวนมากไม่ต้องดูอื่นไกลเอาแค่ลองนึกดูว่ามีตัวแทนขายประกันทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักติดต่อคุณมามากแค่ไหน         ซึ่งนั่นก็คือภาพสะท้อนของความจูงใจในรายได้ที่ทำให้มีคนสนใจผันตัวเองมาเป็นตัวแทนขายประกันกันมาก และด้วยทั้งจำนวนคนและจำนวนเงินที่สูงนี้ก็ได้ส่งผลต่อวิถีของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประกันมีบทบาทในวิถีชีวิตของคนในสังคมมากแค่ไหนดูได้จากชนิดของกรมธรรม์ ไม่เชื่อลองสุ่มดูกรมธรรม์ของบริษัทประกันสักบริษัทหนึ่งซิครับ คุณจะเจอทั้งกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จะสร้างความอุ่นใจให้ผู้ซื้อว่าแม้โชคร้ายตายไปก่อนวัยอันควรหรือก่อนภาระครอบครัวจะเสร็จสิ้นก็จะไม่เป็นภาระแก่ผู้ยังอยู่ คุณจะเจอกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุให้ผู้ซื้ออุ่นใจว่าหากเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหวบ้านช่องที่กว่าจะผ่อนหามาอยู่ได้นั้นจะได้รับการชดเชย หรือคุณจะเจอกระทั่งกรมธรรม์ประกันการโจรกรรมให้คุณได้อุ่นใจว่าทรัพย์ที่เหนื่อยยากหามานั้นจะได้ชดเชยหากโดนขโมย         และยังมีอีกหลาหลายกรมธรรม์ สารพัดสินค้าที่ออกมาประกันความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในชีวิต ก็โลกเสี่ยงสูงขึ้น เสี่ยงเยอะเรื่องขึ้น เสี่ยงถี่ขึ้นแล้วอย่างนี้แล้วจะไม่ให้บริษัทประกันใหญ่คับโลกได้อย่างไรล่ะครับ ก็คนอยากได้ความมั่นคง ปลอดภัยให้ตัวเอง ให้กับครอบครัว ให้กับทรัพย์สินกันทั้งนั้น การทำประกันจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้คนอุ่นใจขึ้น คนจึงหันมาทำประกันกันมากขึ้นทั้งแบบที่เต็มใจทำเอง และแบบที่อาจถูกบังคับ เช่น จะผ่อนบ้าน ผ่อนรถบริษัทไฟแนนซ์ก็จะบังคับให้เราทำประกันไว้ด้วยเผื่อเราเป็นอะไรไปผ่อนเขาต่อไม่ได้ ฟังโดยรวมแล้วก็ดูน่าจะดี         เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบ WIN-WIN คือได้ด้วยกันทั้งผู้ประกันและบริษัทประกันใช่ไหมครับ ก็น่าจะใช่ หากไม่ฉุกคำถามขึ้นมาว่าแล้วการซื้อสารพัดกรมธรรม์นั้นประกันได้จริงหรือ?         ก็ต้องขอตอบจากความรับรู้แบบสามัญของคนทั่วไปว่าก็ไม่จริงทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าพอเกิดเหตุการณ์แล้วกรมธรรม์นั้นมีช่องโหว่ทำให้ไม่สามารถเคลมได้ที่ชัด ๆ ก็อย่างเรื่องรถยนต์เกิดอุบัติเหตุทีการทำให้กลับสู่สภาพเดิมมักจะเป็นข้อโต้แย้งกันเสมอ         ผู้ประกันต้องการเปลี่ยน บริษัทประกันต้องการซ่อม หรือที่ก็มักได้ยินกันเนือง ๆ ว่าพอเกิดเหตุจะขอชดเชยแล้วถึงไปเจอเงื่อนไขอันแยบคายที่มีแฝงอยู่ให้ต้องใช้การตีความกัน แต่ทั้งหลายทั้งปวงต่อให้ผ่านเรื่องความเสี่ยงในการตีความกรมธรรม์แล้วยังมีความเสี่ยงสำคัญอีกตัวนั่นคือความเสี่ยงที่บริษัทประกันนั่นเองจะล้ม พับฐานไม่มีเงินจ่ายเอาได้ดั่งที่เคยเป็นข่าวกันอยู่         “แล้วอย่างนั้นมีบริษัทอะไรไหมที่มั่นคงไว้ใจได้จริง ๆ ?“         ขอตอบว่ามีครับ         บริษัทนี้มั่นคงที่สุด บริษัทนี้ไม่มีวันล้มไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ชุด นโยบายจะเป็นเช่นไร หรือจะเกิดภัยพิบัติให้ต้องชดเชยค่าคุ้มครองสูงแค่ไหน บริษัทนี้จะยังคงยืนอยู่และให้ความคุ้มครองผู้ทำประกันได้ตลอดไป อีกทั้งกรมธรรม์ของบริษัทนี้ยังเป็นแบบป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องซึ่งจะได้ดีกว่าเกิดเรื่องแล้วจ่ายเงินชดเชยด้วยที่สำคัญเบี้ยประกันที่ส่งของบริษัทนี้ถูกมากๆ หรือจะเรียกว่าให้ฟรีกันเลยก็ได้ สนใจจะอยากรู้ชื่อและทำกรมธรรม์กับบริษัทนี้แล้วใช่ไหมครับ บริษัทประกันนี้ชื่อว่า “กฎแห่งกรรม”ครับ         กฎแห่งกรรม มีกรมธรรม์มากมายไม่เพียงแต่ประกันชีวิต ประกันทรัพย์สิน แต่ยังมีประกันมากกว่านั้นคือประกันได้ทั้งครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงการรับประกันสิ่งมีค่าสุดในชีวิตคือสติปัญญาด้วย และที่สำคัญดั่งที่เรียนคือกรมธรรม์ของที่นี่นั้นไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย ใช้เพียงการกระทำพื้นฐานที่เรารู้ดีอยู่แล้วจ่ายเป็นเบี้ย นั่นคือการรักษา “ศีล 5” ครับ โดยแต่ละกรมธรรม์การคุ้มครองจะจ่ายด้วยเบี้ยประกันดังนี้         ประกันชีวิต จ่ายด้วย ศีลข้อหนึ่ง         ประกันทรัพย์สิน จ่ายด้วย ศีลข้อสอง         ประกันครอบครัว จ่ายด้วย ศีลข้อสาม         ประกันสังคม จ่ายด้วย ศีลข้อสี่         ประกันปัญญา จ่ายด้วย ศีลข้อห้า         คุแปลว่าแสงสว่าง รุแปลว่าความมืดมน คุรุ หรือ กูรูในภาษาอังกฤษหมายถึงครูผู้ที่นำแสงสว่างมาขจัดความมืดมนมาให้ อยากมีสุขภาพกายดีแต่ไม่รู้วิธีก็ต้องถามกูรูผู้เชี่ยวชาญในด้านสุขภาพที่จะชี้ทางให้คุณได้ดูแลรักษา และป้องกันโรคภัยให้สุขภาพคุณแข็งแรง และหากอยากมีสุขภาพใจดีมีความมั่นคงปลอดภัยไม่หวาดกลัวกับความไม่แน่นอนของอนาคตก็ต้องถามคุรุผู้ชี้ทางให้คุณมีกรมธรรม์ที่คุ้มครองได้จริงคือกฎแห่งกรรม นี้         ทราบแล้วก็อย่าลืมซื้อกรมธรรม์นี้กันนะครับ ค่าเบี้ยก็ไม่เสีย         สัญญาก็ไม่ต้องอ่าน อาศัยเพียงเจตนาอันบริสุทธิ์ในการจ่าย คุณก็จะได้รับความคุ้มครองที่จะมอบให้คุณได้ในทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องโทร.ไปเคลมแล้วรอลุ้นว่าจะได้ชดเชยหรือเปล่าให้ปวดหัวอีกต่อไปครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *