ปากีสถาน สองประเทศ หนึ่งแผ่นดิน

Explore World ที่ปากีสถาน ep.สุดท้าย

วันนี้ ผมจะพาคุณขับรถลงเขาจากฮุนซา สู่อิสลามาบัด และตักศิลา ผ่านฝน ทางชัน และร่องรอยแห่งอดีตในเมืองหลวง

หลังจากใช้เวลาหลายวันซึมซับความสงบกลางหุบเขาฮุนซาที่ค่อนข้างปลอดนักท่องเที่ยว (เพราะไปในช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งรีสอร์ต และร้านค้าส่วนใหญ่ปิดกันหมด) ถึงเวลากลับลงใต้สู่เมืองอีกครั้ง เราเก็บกระเป๋าแต่เช้ามืด ขึ้นรถออกจากฮุนซา มุ่งหน้ากลับอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน

.

ถ้าใครคิดว่า ขาขึ้นเหนื่อย ขาลงสบาย …คำพูดนั้นใช้ไม่ได้กับฮุนซาเลยแม้แต่น้อย เส้นทางขากลับที่เราขับรถลงเขายาวหลายร้อยกิโลเมตร กลับยิ่งรู้สึก “หนัก” กว่าขามา ฝนที่ตกอย่างหนักในคืนก่อนหน้า ทำให้ถนนลื่น มีโคลนถล่ม ต้นไม้หักบางจุด จนช่วงหนึ่งต้องหยุดรถราว 2-3 ชั่วโมง เพื่อเคลียร์เส้นทาง เส้นทางที่ปกติก็แคบอยู่แล้วจึงกลายเป็นอัมพาตในทันที

เช้าวันรุ่งขึ้น พอได้อาบน้ำ กินข้าว และพักเต็มอิ่มสักคืน ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเข้าที่ เราเริ่มวันด้วยการไปเยือน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของปากีสถาน (Pakistan Monument Museum) ตัวพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ควรค่าแก่การมาเรียนรู้

.
.

นอกจากส่วนจัดแสดงต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังกล่าวถึงบุคคลที่มีบทบาทต่อประเทศปากีสถาน โดยในบทความนี้จะขอกล่าวถึงสามนักการเมืองที่มีจุดยืนต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ต่างก็มีบทบาทสำคัญในจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของเอเชียใต้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20

.

มุฮัมหมัด อาลี จินนาห์
บิดาแห่งปากีสถาน

สำหรับฝั่งชาวมุสลิม มุฮัมหมัด อาลี จินนาห์ (Muhammad Ali Jinnah) คือผู้นำที่ถูกยกย่องให้เป็น “ผู้ก่อตั้งประเทศปากีสถาน” เขาเป็นหัวหน้าพรรค All-India Muslim League และเป็นผู้ผลักดันแนวคิดทางการเมืองที่กลายเป็นรากฐานของประเทศใหม่ แนวคิดที่เรียกว่า “ทฤษฎีสองชาติ” (Two-Nation Theory)

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ชาวมุสลิมและชาวฮินดูไม่ใช่เพียงต่างศาสนา แต่มีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และหลักการดำรงชีวิตที่ต่างกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันในประเทศเดียวได้โดยเสมอภาค จินนาห์กังวลว่า หากอินเดียเป็นประเทศเดี่ยวหลังได้รับเอกราช ชาวมุสลิมจะตกเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบการเมืองซึ่งชาวฮินดูเป็นเสียงข้างมาก เขาจึงเรียกร้องให้มีการแยกพื้นที่สำหรับชาวมุสลิมและนั่นนำไปสู่การเจรจา การประท้วง และในที่สุดก็คือการ แบ่งอินเดียออกเป็นสองประเทศ อินเดียและปากีสถาน ในปี ค.ศ. 1947

.

มหาตมะ คานธี
ผู้นำที่พยายามรักษาอินเดียให้เป็นหนึ่งเดียว

ในทางกลับกัน มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ผู้นำฝ่ายฮินดู และเป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านอาณานิคมอังกฤษ ผ่านแนวทางอหิงสา (Ahimsa) และการไม่ใช้ความรุนแรง คานธีมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาตลอดคือ การทำให้อินเดียเป็นเอกราช แต่ยังคงเป็นประเทศเดียวที่รวมทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติ

คานธีต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนอย่างหนัก เขามองว่าศาสนาไม่ควรเป็นเหตุผลในการแยกประชาชนออกจากกัน และเชื่อว่าชาวมุสลิมและฮินดูสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้หลักการของความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน

แต่สุดท้าย ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นระหว่างชุมชนต่างศาสนา ทำให้แนวคิดของเขาถูกมองว่าอุดมคติเกินไปในบริบทที่สถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ และหลังจากการแบ่งแยกอินเดีย–ปากีสถานไม่นาน คานธีก็ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1948 โดยชาวฮินดูหัวรุนแรงที่ไม่พอใจจุดยืนของเขาที่มีต่อชาวมุสลิม

.

ชวาหะร์ลาล เนห์รู
ตัวแทนโลกวิสัยของอินเดีย

คนที่อยู่ตรงกลางระหว่างคานธีกับจินนาห์ คือ ชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ผู้นำพรรค Congress Party และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย หลังได้รับเอกราชเนห์รูเป็นตัวแทนของชาวฮินดูสายโลกวิสัย ที่พยายามประนีประนอมระหว่างสองขั้วความคิดตลอดช่วงเวลาที่ตึงเครียด

เนห์รูพยายามรักษาอินเดียให้เป็นประเทศเดียวเช่นเดียวกับคานธี แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องและการต่อสู้จากฝ่ายจินนาห์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อการเจรจาเริ่มไม่มีทางออก และภัยจากสงครามกลางเมืองใกล้เข้ามา เนห์รูก็ตัดสินใจยอมรับการแบ่งแยกดินแดน เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะทำให้ทั้งอินเดียสูญเสียมากกว่า

.

การแยกดินแดนในปี 1947 จึงเป็นผลลัพธ์ของการเจรจาที่ยากลำบากระหว่างอังกฤษ จินนาห์ และเนห์รู และแม้จะเป็นทางออกทางการเมืองในระยะสั้น แต่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างอินเดีย–ปากีสถานที่ดำเนินยาวมาถึงปัจจุบัน การถือกำเนิดของปากีสถานจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มาจากทางแยกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ทั้งหมด

จินนาห์ได้ประเทศที่ต้องการ
คานธีสูญเสียความฝันอินเดียที่เป็นหนึ่งเดียว
เนห์รูได้ประเทศที่เป็นอิสระแต่เต็มไปด้วยบาดแผล

.
.

จากพิพิธภัณฑ์ เราเดินทางต่อมายังอนุสรณ์สถานปากีสถาน (Pakistan Monument) โครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา Shakarparian ซึ่งสามารถมองเห็นวิวเมืองอิสลามาบัดได้กว้างไกล ตัวอนุสรณ์ถูกออกแบบให้เป็น รูปดอกไม้ที่มีกลีบขนาดใหญ่ 4 กลีบโค้งเข้าหากัน ซึ่งสื่อถึง 4 จังหวัดหลักของประเทศ ได้แก่ Punjab, Sindh, Balochistan และ Khyber Pakhtunkhwa นอกจากนี้ ยังมีกลีบขนาดเล็กอีก 3 กลีบ ซึ่งแทน เขตปกครองตนเอง 3 แห่ง ได้แก่ Azad Jammu and Kashmir, Gilgit-Baltistan และเขต FATA เดิม (ปัจจุบันถูกรวมเข้ากับ Khyber Pakhtunkhwa แล้ว)

ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรกับสัญลักษณ์เหล่านี้มากนัก จนกระทั่งรู้ว่า… ผมมาถึงตรง “ช่วงเลือกตั้ง” พอดี และนั่นทำให้ผมเริ่มศึกษาเรื่องสิทธิในการมีเสียงของคนในแต่ละพื้นที่ นั่นทำให้รู้ว่าคนใน Gilgit–Baltistan ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากหุบเขาฮุนซาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในระดับชาติ ทั้ง ๆ ที่มีประชากรมากกว่า 1.5 ล้านคน และมีฐานทัพชายแดนที่สำคัญมากในทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีสภาท้องถิ่นของตัวเอง (Gilgit-Baltistan Legislative Assembly) และการปกครองในระดับหนึ่ง แต่ในเชิงโครงสร้างรัฐและรัฐธรรมนูญ Gilgit-Baltistan ยังไม่ถือว่าเป็น “จังหวัด” ของประเทศ และยังคงอยู่ในสถานะ “พื้นที่พิพาท” ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาประวัติศาสตร์เรื่องแคว้นแคชเมียร์ที่อินเดียกับปากีสถานยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่จนทุกวันนี้

.

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ หากเป็นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในปากีสถาน จะสามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ “สองครั้ง” คือเลือกในพื้นที่ที่ตนมีทะเบียนบ้าน และอีกหนึ่งครั้งในเขตปฏิบัติหน้าที่ (ซึ่งมักมีจุดลงคะแนนเฉพาะของเจ้าหน้าที่) ระบบการปกครองแบบนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับคนที่คุ้นเคยกับการเลือกตั้งในแบบที่ทุกคนมีเสียงเท่ากันหนึ่งเสียง แต่เมื่อมองผ่านภูมิประเทศที่แบ่งเป็นแคว้น เขตปกครองตนเอง และพื้นที่พิพาท มันทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า “การเป็นประชาชนเต็มขั้น” ที่นี่ ยังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนได้รับเท่ากัน

เมื่อมองกลับไปที่อนุสรณ์รูปกลีบดอกไม้ 7 กลีบนั้นอีกครั้ง มันงดงาม สง่า และเปี่ยมด้วยความหมาย แต่ในความงามนั้น ก็แฝงไว้ด้วยคำถามว่า เสียงของกลีบเล็ก ๆ ยังชัดพอหรือเปล่า…ในดอกไม้ดอกเดียวกัน

.
.

ก่อนเดินทางกลับ สถานที่สุดท้ายที่ผมไปเยือนคือเมืองเก่าแก่ที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อจากตำราประวัติศาสตร์ หรือเรื่องเล่าในตำนานปรัมปรา แต่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริงในโลกยุคปัจจุบัน เมืองนั้นชื่อว่า ตักศิลา (Taxila) เมืองโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการศึกษา การค้า และการเผยแผ่พุทธศาสนาในเอเชียใต้

การเดินทางจากอิสลามาบัดไปตักศิลาใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ในปัจจุบัน อยู่ในแคว้นปัญจาบ (Punjab) ห่างจากกรุงอิสลามาบัดประมาณ 35–40 กิโลเมตร แม้ระยะทางไม่ไกลนัก แต่ระหว่างทางเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์จากเมืองหลวงทันสมัย สู่พื้นที่ที่เงียบลงทุกกิโลเมตร ต้นไม้เรียงตัวแน่นขึ้น ถนนแคบลง บ้านเรือนเปลี่ยนจากตึกสูงมาเป็นบ้านชั้นเดียว และสุดท้าย ป้ายทางเข้าพิพิธภัณฑ์ตักศิลาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา

ตักศิลาไม่ใช่เมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่มีอยู่จริง และยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกับซากอารยธรรมเก่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

.

ชื่อ Taxila มาจากภาษาสันสกฤตว่า ตักษศิลา (Takshaśilā) ซึ่งหมายถึง หินของตักษะ (Taksha คือชื่อของบุตรของพระภีมะในมหากาพย์รามายณะ) ตักศิลาได้รับการกล่าวถึงในมหากาพย์ รามายณะ และ มหาภารตะ อีกทั้งยังปรากฏในเอกสารของชาวกรีกและโรมัน ตามหลักฐานทางโบราณคดี เมืองนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล และเริ่มพัฒนาเป็นเมืองที่มีการจัดระเบียบทางสังคม เศรษฐกิจ และศาสนาอย่างชัดเจนในช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 1–6 ตักศิลาเฟื่องฟูอย่างสูงสุดในฐานะศูนย์กลางการศึกษาทางศาสนาพุทธและปรัชญาฮินดู นักศึกษาจากทั่วอนุทวีปอินเดียเดินทางมาเรียนที่นี่ในแขนงต่าง ๆ ทั้งแพทยศาสตร์ ปรัชญา รัฐศาสตร์ ดาราศาสตร์ และไวยากรณ์ ตัวอย่างบุคคลสำคัญที่เชื่อว่าศึกษาหรือสอนที่นี่ ได้แก่ พระอุปคุต (Upagupta) ผู้สืบทอดธรรมจากพระอนุรุทธ, อาจารย์อาจารยะจรากะ (Acharya Chanakya) หรือจาณักยะ ผู้เป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าแสนทรา คุปตะ และเชื่อว่าแม้แต่พระเจ้าอโศกมหาราช ก็เคยได้รับการศึกษาจากครูในตักศิลา

.
.

หลังจากการรุกรานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชในปี 326 ปีก่อนคริสตกาล ตักศิลาได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการหลอมรวมวัฒนธรรม อินเดีย–กรีก หรือที่เรียกว่า Greco-Buddhist Culture ภายใต้จักรวรรดิบัคเตรียและราชวงศ์อินโด-กรีก ศิลปกรรมในยุคนี้มีลักษณะเด่นคือ พระพุทธรูปที่มีองค์ประกอบแบบกรีก เช่น พระพักตร์ที่เหมือนเทพเจ้ากรีก การสวมจีวรแบบคลุมไหล่ และการแสดงท่าทางแบบเทพโรมัน ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตักศิลา

.

การล่มสลายและการค้นพบใหม่

ตักศิลาเริ่มเสื่อมถอยในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 5–6 หลังจากถูกบุกรุกโดยกลุ่มฮั่น (Hephthalites) และอิทธิพลของพุทธศาสนาในภูมิภาคลดลง จนกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด เมืองนี้ถูก “ลืม” ไปหลายร้อยปี ก่อนจะถูกค้นพบใหม่โดย เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม (Alexander Cunningham) นักโบราณคดีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 เขาเป็นผู้บุกเบิกการขุดค้นและฟื้นฟูซากโบราณสถานหลายแห่งในบริเวณนี้ และยืนยันว่าตักศิลาไม่ใช่แค่นิยายโบราณ แต่เป็นเมืองที่มีอยู่จริงและเคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

.
.

ในปี 1980 ตักศิลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เนื่องจากคุณค่าทางวัฒนธรรมและโบราณคดีระดับโลก พื้นที่โบราณสถานที่สำคัญของตักศิลาในปัจจุบันประกอบด้วย

Dharmarajika Stupa: ถูปขนาดใหญ่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 3 ใช้เก็บพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาของพระสงฆ์จากทั่วภูมิภาค เดินเข้าไปใกล้ ๆ จะเห็นอิฐก้อนใหญ่สีแดงเรียงซ้อนกันเป็นวงกลมขนาดมหึมา แม้จะเหลือเพียงฐาน แต่ความอลังการยังพอจินตนาการออก รอบสถูปมีซากของกุฏิ หอฉัน และเจดีย์เล็ก ๆ กระจายอยู่ เงียบ ไม่มีเสียงนักท่องเที่ยวหรือไกด์ ไม่มีร้านขายของ ไม่มีแผ่นเสียงภาษาอังกฤษให้ฟัง มีเพียงลม และเสียงนก

Jaulian Monastery: ตั้งอยู่บนเนินเขา ต้องเดินขึ้นทางชันเล็กน้อย แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเงียบและสวยเกินคาด วิหารกลางยังคงโครงสร้างชัดเจน มีพระพุทธรูปนั่งรายล้อมอยู่รอบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ บางองค์ยังเห็นร่องรอยสีฝุ่นจาง ๆ บนใบหน้า ตรงนี้เคยมีพระจากหลายพื้นที่มาศึกษาและใช้เวลาฝึกสมาธิยาวนานหลายปี

Mohra Moradu: โบราณสถานที่มีพระพุทธรูปนั่งซ้อนกันและภาพสลักผนังหายาก

Sirkap: ซากเมืองโบราณที่มีร่องรอยการวางผังเมืองแบบกรีก ถนนตัดกันเป็นมุมฉาก มีซากวิหารที่ผสมศิลปะกรีก-อินเดีย และร่องรอยของการอยู่ร่วมกันของหลายศาสนา ทั้งพุทธ ฮินดู และกรีก

พิพิธภัณฑสถานตักศิลา (Taxila Museum): ที่จัดแสดงโบราณวัตถุจากทุกยุคสมัยของเมืองนี้

.

สิ่งที่น่าคิดคือ เมืองที่เคยเต็มไปด้วยเสียงบทสวด เสียงถกเถียงทางปรัชญา และเสียงของการเรียนรู้ แม้ยังคงพอจะมองเห็นโครงร่างของห้องเรียน ห้องนั่งสมาธิ และเส้นทางที่พระสงฆ์เคยเดินแต่วันนี้กลับเงียบสงัดมีเพียงผมคนเดียวเท่านั้นในท่ามกลางซากอิฐแตกนี้ และนั่นอาจทำให้รายการโทรทัศน์ของปากีสถานไม่มีทางเลือก พิธีกรภาคสนามจึงเดินปรี่เข้ามาขอสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวคนเดียวในสถานที่สำคัญยิ่งนี้ ซึีงก็ทำให้ผมรู้สึกดี เพราะไม่เพียงให้สัมภาษณ์ด้วยบทบาทของนักท่องเที่ยวแต่ยังพูดในฐานะชาวพุทธทีีมีศาัทธาในคำสอนด้วย

.
.

หลังจากเล่าทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่ผม “เห็น” ตลอดการเดินทางในปากีสถาน ขอปิดท้ายทริปนี้ด้วยสิ่งที่ “ไม่เห็น” เลยแม้แต่นิดเดียว นั่นคือ… “มาลาลา”

หญิงสาวชาวปากีสถานผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หญิงสาวที่ทั้งโลกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางการศึกษา หญิงสาวที่เคยเขียนบล็อกเล่าเรื่องการใช้ชีวิตภายใต้เงาแห่งตาลีบันและรอดจากกระสุนปืนที่จ่อยิงกลางวันแสก ๆ บนรถโรงเรียน

แต่ในประเทศที่เธอเกิด เติบโต และต่อสู้ กลับไม่มีร่องรอยของเธอในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไม่มีภาพ ไม่มีชื่อ ไม่มีแม้แต่ห้องเล็ก ๆ ที่กล่าวถึง และเมื่อพูดคุยกับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หลายคนต้องใช้เวลานึกอยู่พักใหญ่ก่อนจะจำได้ว่าเธอคือใคร

สำหรับผมมันคือความรู้สึกที่แปลกและเงียบอย่างประหลาด เพราะมันทำให้เห็นว่ารางวัลระดับโลกไม่ได้แปลว่าเป็นที่ยอมรับในบ้านตัวเอง และการกล้าพูดอาจยังเป็นเรื่องต้องห้ามในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครพร้อมจะฟัง

นี่คืออีกมุมหนึ่งของการเดินทางที่ถ้าไม่มาสัมผัสเอง จะไม่มีทางรู้ว่าภาพที่โลกภายนอกมอง กับภาพที่คนในพื้นที่รู้สึก อาจเป็นคนละภาพกันโดยสิ้นเชิง และบางครั้ง “ความเงียบ” ก็เล่าเรื่องได้มากกว่าการพูดเสียอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *