อยากให้พื้นที่นี้…………มีแต่แมวดำ

เมื่อพูดถึงทะเลในยุโรป ภาพที่ผุดขึ้นในใจของใครหลายคนมักเป็นชายหาดแสงแดดจัดจ้าแห่งเมดิเตอร์เรเนียน หรือผืนน้ำกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติกที่คลื่นซัดไม่รู้จบ ทะเลเหล่านั้นปรากฏอยู่ในโปสการ์ด โฆษณาทัวร์ และรีวิวท่องเที่ยวเกือบทุกแห่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งของยุโรป มีทะเลสายหนึ่งที่เงียบกว่า ปรากฏน้อยกว่า แต่กลับทรงพลังไม่แพ้กัน

ทะเลบอลติก คือผืนน้ำทางตอนเหนือของยุโรปที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าได้รู้จัก มันคือภูมิภาคที่เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ อารยธรรมเก่าแก่ และความเชื่อมโยงระหว่างชาติพันธุ์ที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง ทะเลแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความงดงามทางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนการเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ที่ผสานกับภูมิรัฐศาสตร์ในระดับลึก

ทะเลบอลติกเป็น ทะเลกึ่งปิด ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากทะเลเปิดทั่วไป ล้อมรอบด้วยแผ่นดินของประเทศจากหลากภูมิภาค ทั้งสแกนดิเนเวีย ยุโรปตะวันออก และยุโรปกลาง เชื่อมต่อกับทะเลเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านช่องแคบ Öresund, Great Belt, และ Little Belt ไปจนถึงช่องแคบ Skagerrak และคลอง Kiel ความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์นี้ทำให้ทะเลบอลติกเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญและจุดยุทธศาสตร์ที่หลายอาณาจักรต่างแย่งชิงมาตลอดหลายศตวรรษ แต่นอกเหนือจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทะเลบอลติกแตกต่าง คือวัฒนธรรมที่โอบล้อมมันไว้

.

ประเทศที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลบอลติกทั้ง 9 แห่ง เสมือนเป็นกลุ่มนักร้องประสานเสียงที่แม้จะมีสำเนียงต่างกัน แต่กลับร้องประสานกันในจังหวะเดียวได้อย่างลงตัว ได้แก่ เดนมาร์ก ด่านหน้าของฝั่งตะวันตก ผู้ควบคุมทางน้ำและการคมนาคมทะเลตั้งแต่ยุคไวกิ้ง, สวีเดน แผ่นดินหินแกรนิตที่ยื่นออกมาสู่ป่าไทกาและหมู่เกาะนับพัน, ฟินแลนด์ ดินแดนของหมู่เกาะกว่า 180,000 แห่งที่เรียงตัวเหมือนลายเซ็นของธรรมชาติ, รัสเซีย ผู้ยึดโยงฐานทัพและผลประโยชน์ยุทธศาสตร์ทางทะเลไว้อย่างแน่นหนา, เอสโตเนีย ประเทศเล็กที่เคยเป็นจุดไข่ปลาในแผนที่ของจักรวรรดิทั้งตะวันตกและตะวันออก, ลัตเวีย ประเทศริมฝั่งที่ทอดชายฝั่งยาวกว่า 500 กิโลเมตร โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ยังคงความดั้งเดิม, ลิทัวเนีย แม้มีชายฝั่งสั้น แต่ก็ถือครองท่าเรือ Klaipėda ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์, โปแลนด์ ชายฝั่ง Gdańsk ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของการค้า เสรีภาพ และการปฏิวัติ และเยอรมนี ศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐานการเดินเรือและพลังอำนาจเชิงอุตสาหกรรม

ในหมู่ประเทศเหล่านี้ ลัตเวียอาจไม่ใช่ชื่อแรกที่ผุดขึ้นในใจนักเดินทางทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่แสวงหาประสบการณ์ที่แท้จริง กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่คุ้มค่าอย่างยิ่งในการเยือน

ลัตเวียเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่ระหว่างเอสโตเนียและลิทัวเนีย ริมฝั่งทะเลบอลติก ชายฝั่งของที่นี่ไม่เร่งเร้า ไม่แย่งซีน แต่ยืนอย่างสงบข้างป่าสนแน่นหนา เมืองเก่าแก่ และหมู่บ้านริมทะเลที่วิถีชีวิตยังคงเรียบง่ายเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน การเดินทางที่ลัตเวียจึงไม่ใช่การมองหาความตื่นเต้นฉับพลัน แต่เป็นการค้นพบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เปิดเผยให้เห็น ทั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกพูดถึง ธรรมชาติที่ยังไม่ถูกแต่งแต้ม และผู้คนที่ยังรักษารากเหง้าอย่างซื่อสัตย์ หากการเดินทางสำหรับใครบางคนคือการแข่งขันว่าใครไปไกลกว่า เร็วกว่า หรือจ่ายมากกว่า ลัตเวียอาจไม่ใช่คำตอบ

แต่สำหรับคนที่เชื่อว่า ความหมายของการเดินทางอาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มองข้าม ลัตเวียคือจุดหมายที่คู่ควรกับการหยุดและมองให้ลึกลงไป

.
.

ประเทศเล็กท่ามกลางศึกใหญ่

หากจะมีประเทศไหนในยุโรปที่เล็กแต่ยืนหยัดได้อย่างน่าทึ่ง ลัตเวียคือหนึ่งในนั้น ประเทศขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของทวีประหว่างตะวันตกกับตะวันออก ระหว่างทะเลบอลติกกับแผ่นดินใหญ่ และระหว่างจักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตนับไม่ถ้วน เส้นทางของลัตเวียจึงไม่ได้ราบเรียบ หากเต็มไปด้วยรอยแผลจากการถูกรุกราน เปลี่ยนมือ และถูกกดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

.

ยุคก่อนสมัยใหม่
จากชนเผ่าสู่เส้นทางการค้า

ดินแดนที่เป็นลัตเวียในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่า บัลต์ (Baltic Tribes) เช่น Latgalians, Selonians, Semigallians และ Curonians ซึ่งพูดภาษากลุ่มบัลติกและมีวัฒนธรรมเฉพาะตน ในช่วงศตวรรษที่ 9–12 ลัตเวียเริ่มกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเครือข่ายเส้นทางการค้า “เส้นทางจากพวกไวกิ้งสู่ชาวกรีก” (From the Varangians to the Greeks) ซึ่งเชื่อมทะเลบอลติกกับทะเลดำ และผ่านแม่น้ำ Daugava ทำให้พื้นที่นี้ตกอยู่ในความสนใจของนักบวช กองทัพ และพ่อค้าจากทั้งเยอรมนีและยุโรปตะวันตก

.

ในศตวรรษที่ 13 อัศวินเยอรมันในนามของศาสนจักรได้จัดตั้งคำสั่งนักบวชดาบ (Livonian Brothers of the Sword) และเริ่มการพิชิตดินแดนลัตเวียและเอสโตเนียเพื่อเปลี่ยนชนพื้นเมืองให้เป็นคริสเตียน นี่คือจุดเริ่มต้นของการตกอยู่ใต้การปกครองของชาวต่างชาติ เมืองริกา (Riga) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1201 โดยบาทหลวงแบร์ธอลด์ และกลายเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนา การค้า และอำนาจทางทหารของชาวเยอรมันในภูมิภาคบอลติก

จากจุดนี้เองชาวลัตเวียเริ่มกลายเป็นชนชั้นล่างในแผ่นดินของตนเอง ถูกใช้แรงงาน ถูกเก็บภาษี และแทบไม่มีสิทธิ์ในโครงสร้างการปกครองนานนับศตวรรษ

.
.

ยุคแห่งการเปลี่ยนมือ
สวีเดน โปแลนด์ รัสเซีย

ในช่วงศตวรรษที่ 16–18 ลัตเวียตกเป็นสนามรบของมหาอำนาจยุโรป ได้แก่ โปแลนด์-ลิทัวเนีย (ที่ปกครองลัตกาเลีย), สวีเดน (ที่ยึดครองริกา), และสุดท้าย จักรวรรดิรัสเซีย ภายใต้พระนางแคทเธอรีนมหาราชที่เข้ามายึดครองทั้งหมดหลังสงครามเหนือใหญ่ (Great Northern War) ในระหว่างนี้ ชาวลัตเวียยังคงเป็นเพียงพลเมืองชั้นสองในบ้านเกิด โดยถูกควบคุมจากชาวต่างชาติที่พูดภาษาอื่น ปกครองด้วยศาสนาอื่น และใช้ระบบศักดินาที่ขูดรีดรุนแรงที่สุดในยุโรป

.

ศตวรรษที่ 19 ลมแห่งชาตินิยมเริ่มพัด

แม้จะอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย แต่ลัตเวียกลับเริ่มตื่นตัวทางวัฒนธรรมอย่างเงียบ ๆ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มีขบวนการที่เรียกว่า Latvian National Awakening ที่เริ่มรณรงค์ให้คนลัตเวียเรียนรู้ภาษาของตนเอง จัดพิมพ์วรรณกรรมพื้นบ้าน และฟื้นฟูบทเพลงดั้งเดิมของบรรพบุรุษ โดยเฉพาะ Dainas หรือบทกลอนสั้น ๆ ที่บอกเล่าวิถีชีวิต ความเชื่อ และความรักต่อผืนดิน วรรณกรรม และเสียงเพลงกลายเป็นอาวุธเงียบของชาวลัตเวีย ในขณะที่รัสเซียยังคงพยายาม “กลืนชาติ” ด้วยนโยบายบังคับใช้ภาษารัสเซียในโรงเรียนและศาล

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุด ลัตเวียประกาศเอกราชในปี 1918 และจัดตั้งเป็น “สาธารณรัฐลัตเวีย” เป็นครั้งแรก ช่วงเวลา 20 ปีถัดมา (1918–1940) คือยุคทองของความหวัง เศรษฐกิจเติบโต วัฒนธรรมเฟื่องฟู และคนลัตเวียเริ่มได้ปกครองตัวเองอย่างเต็มที่

แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน…

.
.

สงครามโลกครั้งที่ 2
ประชาชนคือตัวประกัน

ในปี 1940 ลัตเวียถูกรัสเซียยึดครองตามข้อตกลงลับ “สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป” ระหว่างนาซีเยอรมนีกับสหภาพโซเวียต และถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐโซเวียตทันที

ปีถัดมา เยอรมนีบุกเข้ายึดและใช้ลัตเวียเป็นฐานกำลังพล พร้อมกับดำเนินการกวาดล้างชาวยิวและชนกลุ่มน้อยหลายหมื่นคน เมื่อสงครามจบ โซเวียตกลับมายึดอีกครั้งในปี 1944 และลัตเวียกลับเข้าสู่ความเงียบที่ถูกบังคับอีกยาวนาน

.

1945–1991 ตลอดกว่า 45 ปีของการอยู่ใต้การปกครองของโซเวียต ลัตเวียต้องเผชิญกับการอพยพของชาวรัสเซียจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ การเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม และระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแบบสังคมนิยม แต่ใต้ความเงียบนั้น ตัวตนของลัตเวียยังไม่เคยหายไป

ขบวนการเคลื่อนไหวแบบไม่ใช้ความรุนแรง The Singing Revolution เริ่มก่อตัวในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ชาวลัตเวียหลายแสนคนออกมารวมตัวกันร้องเพลงประจำชาติ เพลงพื้นบ้าน และเรียกร้องเอกราชด้วยเสียงแทนกระสุน

.

การกลับมาอีกครั้งของเอกราช

ในปี 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ลัตเวียประกาศเอกราชอีกครั้ง และได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างเป็นทางการ ประเทศเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนรวมศูนย์ สู่กลไกตลาดเสรี จากรัฐที่ควบคุมทุกลมหายใจ สู่ประชาธิปไตยแบบเปิดที่ประชาชนมีเสียง ลัตเวียเข้าร่วม สหภาพยุโรป และ NATO ในปี 2004 เพื่อยืนยันจุดยืนของตนว่า เราเลือกอนาคตของเราเองแล้ว

.

แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก มีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคน และมักไม่ถูกพูดถึงบ่อยในเวทีโลก แต่ลัตเวียคือประเทศที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็งแบบไม่โอ้อวด เป็นแบบอย่างของการเรียกร้องสิทธิอย่างสันติ และเป็นหนึ่งในผู้รอดที่กลับมายืนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

วันนี้ลัตเวียไม่ได้หวังจะเป็นผู้นำโลก แต่อยากเป็นประเทศที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง และรักษาเสียงของตนไว้ให้ชัดเจนที่สุด เสียงที่ไม่เคยเงียบแม้ในยุคที่ถูกห้ามพูด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ลัตเวียน่ารู้จักมากกว่าที่คิด

.
.

ผมเคยเดินทางไปลัตเวียเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน โดยความตั้งใจจะเก็บประเทศในแถบบอลติกอย่างเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย ฟินแลนด์ และสวีเดน … เมื่อการเดินทางเข้าสู่เมืองริกา เมืองหลวงของลัตเวีย สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือความเป็นยุโรปที่ สบาย ๆ ไม่ปรุงแต่ง บ้านเรือนเก่าที่มีเสน่ห์ในแบบไม่ต้องทาสีใหม่ คาเฟ่เล็ก ร้านดอกไม้ ถนนหินก้อน ซุ้มประตูเมือง และรถม้า แต่ในบรรยากาศทั้งหมดนั้น ผมกลับสะดุดใจกับสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นธีมของเมืองนี้ได้’ แมวดำ’

ผมเห็นมันบ่อยจนน่าประหลาดใจ ไม่ใช่แมวที่เดินอยู่ตามถนน แต่เป็นแมวในรูปของของฝาก ทั้งแม่เหล็ก ตุ๊กตา เข็มกลัด การ์ดโปสการ์ด กระเป๋า เสื้อผ้า แก้วน้ำ ทุกสิ่งอย่าง และที่ทำให้ผมขมวดคิ้วที่สุดคือ “แมวดำบนหลังคา”

บนอาคารเก่า ๆ หลายหลังในเมืองริกา โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า ผมเห็นรูปปั้นแมวดำติดอยู่ที่ปลายยอดของหลังคายืนเด่นอยู่บนนั้นจริง ๆ มันไม่ใช่แค่อาคารเดียวหรือสองหลัง แต่มีมากพอให้ผมรู้สึกว่า นี่ต้องมีความหมายอะไรบางอย่างแน่ ๆ แต่ตอนนั้นก็แค่สงสัย ไม่ได้ค้นต่อว่าแมวดำมีความหมายอะไรกับชาวลัตเวีย หรือมันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม หรือเป็นเพียงดีไซน์ตกแต่ง เพราะระหว่างเดินทาง บางเรื่องก็เก็บไว้แค่ “นึกแปลกใจ” เงียบ ๆ แล้วเดินผ่านไป (มีทำการบ้านต่อนิดนึงว่า แมวดำในพื้นที่นี้คือ ลางแห่งความโชคดี)

.

เวลาผ่านไป 5 ปี ผมมีโอกาสไปงาน World Expo 2025 ที่โอซาก้า ซึ่งเป็นงานที่รวมพาวิลเลียนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาไว้ด้วยกันในธีม Designing Future Society for Our Lives ในวันที่แวะไปยังพาวิลเลียนบอลติกที่รวมเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนียไว้ในพื้นที่เดียวกัน ก็ได้มีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ชาวลัตเวีย แล้วบทสนทนาเกี่ยวกับแมวดำก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เธอแชร์ให้ฟังว่า ‘ในยุคที่ชาวเยอรมันปกครองริกา ชาวลัตเวียถูกห้ามไม่ให้สร้างบ้านที่สูงกว่าบ้านของชาวเยอรมัน ดังนั้น… บางคนจึงเอาแมวไปวางไว้บนหลังคา เพื่อให้หลังคาของพวกเขาสูงกว่า’

เธอไม่ได้พูดด้วยความโกรธ ไม่ได้เล่าเพื่อขอความเห็นใจ เพียงแค่เล่าตามสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ประโยคนั้นกลับเปลี่ยนแมวดำจากของตกแต่งธรรมดาให้กลายเป็นการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ที่แยบยลและเฉียบคม

.
.

เสียงของความเชื่อที่ไม่เคยเหมือนกัน

แมวดำนับเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีบทบาทในความเชื่อขัดแย้งที่สุดในโลก ในขณะที่บางวัฒนธรรมมองว่าเป็นลางร้าย นำโชคร้ายหรือเชื่อมโยงกับเวทมนตร์มืด แต่อีกหลายประเทศกลับยกย่องให้แมวดำเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี การปกป้อง และความรักที่มั่นคง ไม่ว่าจะอยู่ในนิทานพื้นบ้าน ศาสนจักรโบราณ หรือแม้แต่โปสการ์ดของนักท่องเที่ยว แมวดำก็ไม่เคยถูกมองเหมือนกันเลยสักแห่ง

ในยุโรปยุคกลาง โดยเฉพาะในอังกฤษ เยอรมนี และสกอตแลนด์ช่วงศตวรรษที่ 15–17 แมวดำถูกมองว่าเป็นสัตว์ประจำตัวของแม่มด หรือบางครั้งเชื่อว่าเป็นร่างแปลงของปีศาจ ผู้หญิงที่เลี้ยงแมวดำมักตกเป็นเป้าหมายของข้อกล่าวหาเรื่องไสยศาสตร์ และหลายคนจบชีวิตลงบนกองไฟพร้อมกับความเงียบของแมวข้างตัว เงาของแมวดำในยุคนั้นไม่ได้สะท้อนความน่ารัก แต่มันคือภาพแทนของความกลัวที่สังคมยังไม่มีเครื่องมืออธิบาย

ในฝั่งอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมคริสเตียนดั้งเดิม แมวดำยังคงถูกมองว่าเป็นลางร้าย โดยเฉพาะเมื่อมันเดินตัดหน้ารถ หรือข้ามทางเดิน เชื่อกันว่านั่นหมายถึงเคราะห์ร้ายที่กำลังมาเยือน ในบางรัฐของสหรัฐ ฯ แม้กระทั่งทุกวันนี้ แมวดำก็ยังเป็นแมวที่มีอัตราการถูกรับเลี้ยงต่ำที่สุดในศูนย์พักพิงสัตว์ เพราะผู้คนยังลังเลว่าจะนำมันเข้าบ้านดีหรือไม่

.

แต่ความเชื่อกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในฝั่งตะวันออก ญี่ปุ่นเชื่อว่าแมวดำคือผู้พิทักษ์บ้าน ป้องกันวิญญาณร้าย และเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคง โดยเฉพาะในหมู่ผู้หญิงโสดที่อยากมีคู่แท้ ในญี่ปุ่นการได้แมวดำเข้าบ้านถือว่าโชคดีอย่างยิ่ง ส่วนในอียิปต์โบราณ แมวทุกสีล้วนศักดิ์สิทธิ์ แต่แมวดำโดยเฉพาะเชื่อว่าเป็นตัวแทนของเทพีบาสเตต เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความรัก และการปกป้องครอบครัว แมวในอียิปต์ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของวิหาร และผู้ใดทำร้ายแมวมีโทษถึงชีวิต

ในสกอตแลนด์ ความเชื่อเรื่องแมวดำยังแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ในบางพื้นที่หากแมวดำเดินเข้าบ้านจะหมายถึงโชคดีและเงินทองกำลังจะมา แต่ในบางภูมิภาค หากแมวดำกระโดดข้ามศพจะเชื่อกันว่าวิญญาณจะกลับมาฟื้น สะท้อนให้เห็นว่าแมวดำเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อน “สิ่งที่คนกลัว” และ “สิ่งที่คนหวัง” ในเวลาเดียวกัน

แม้แต่ในเยอรมนี ความเชื่อยังแบ่งซ้ายขวาอย่างน่าขบขัน ถ้าแมวดำเดินจากซ้ายไปขวา หมายถึงโชคดี แต่ถ้าเดินจากขวาไปซ้ายเมื่อไร ก็กลายเป็นลางร้ายทันที ทั้งที่แมวตัวเดียวกันนั้นก็เดินวนอยู่ทุกวัน

ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ แมวดำเริ่มถูกมองใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในฐานะสัตว์ที่น่ากลัวหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ในฐานะตัวแทนของสิ่งที่สังคมเคยกลัวและตอนนี้กล้าที่จะเข้าใจ มีวันเฉลิมฉลอง “Black Cat Appreciation Day” ในหลายประเทศ เพื่อรณรงค์ให้เลิกตีตราแมวดำว่าโชคร้าย และส่งเสริมให้แมวดำได้รับการรับเลี้ยงมากขึ้น แมวดำยังกลายเป็นไอคอนของวัฒนธรรมย่อย เช่น Gothic, Witchcore หรือแม้แต่แบรนด์สินค้า

ในบางสังคม แมวดำคือปีศาจ
ในบางศาสนา มันคือเทพ
ในบางบ้าน มันคือลางร้าย

แต่ในครอบครัว มันคือ…
แมวที่แย่งที่นอนเราอยู่ทุกคืน

แมวดำไม่เคยพูด ไม่เคยเถียง ไม่เคยเขียนคำโต้แย้งใด ๆ (ที่มนุษย์เข้าใจได้) แต่กลับถูกมนุษย์ใช้ตีความนับร้อยนับพัน เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้มองแมวดำ แต่เรากำลังมอง “ตัวเราเอง” ผ่านมัน

.
.

กลับมาที่กรุงริก้า อีกประเด็นหนึ่งที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ของแมวดำคือ ย้อนกลับไปในต้นศตวรรษที่ 20 เจ้าของอาคารหลังหนึ่งในริกาซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ชาวลัตเวีย ไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมสมาคมพ่อค้าชาวเยอรมัน (Great Guild) ซึ่งควบคุมการค้าในเมืองอยู่ขณะนั้น เพื่อประท้วงเขาจึงสั่งให้ติดรูปปั้น “แมวดำหันหลัง” ไว้บนหลังคาบ้านของเขา โดยหันก้นแมวไปทางอาคารของสมาคมนั้นอย่างจงใจ เป็นการส่งสารแบบไร้เสียงแต่เจ็บแสบที่สุด

มีการเล่าขานว่า เรื่องนี้บานปลายจนถึงขั้นต้องขึ้นศาล และสุดท้ายพ่อค้าเจ้าของแมวดำยอมเปลี่ยนทิศของแมวเป็นหันหน้าไปทางสมาคมแทน หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นสมาชิกในที่สุด

นับจากวันนั้น แมวดำตัวนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นทางการของเมืองริกา และเรื่องราวของมันกลายเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นยังเล่าขานด้วยน้ำเสียงขบขันแต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เพราะในยุคที่ชาวลัตเวียเคยถูกกดทับจากอำนาจภายนอก แมวดำตัวนี้คือ “อวตาร” ของการยืนหยัดเล็ก ๆ ของชาวเมืองคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ผู้นำ ไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่เป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้เกียรติของตัวเองถูกลดทอนโดยระบบ

.

ในเมืองที่เคยถูกเปลี่ยนมือหลายครั้ง ถูกห้ามใช้ภาษาตัวเองหลายรอบ และถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติของคนอื่น แมวดำบนหลังคาคือเสียงเงียบ ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า บางครั้งคนธรรมดาก็สามารถส่งเสียงถึงโลได้โดยไม่ต้องพูด

วันนี้เมื่อใครเดินผ่านเมืองเก่าในริกา แมวดำยังอยู่บนนั้นเสมอ ไม่พูด ไม่ร้อง ไม่กระพริบตา แต่ยังเล่าเรื่องให้คนรุ่นหลังได้ฟังอยู่ทุกวัน

.
.

และเมื่อพูดถึงสัตว์ นอกจากแมวดำ ถ้าเดินเล่นอยู่ในเมืองเก่าริกา แล้วเห็นผู้คนหยุดถ่ายรูปกับประติมากรรมโลหะรูปร่างแปลก ๆ ของสัตว์ 4 ตัวที่ยืนซ้อนกันเป็นชั้น ๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่ใครมาเยือนริกาต้องแวะ อนุสาวรีย์ที่ว่านี้คือ “The Musicians of Bremen” หรือ นักดนตรีสี่สหายจากเบรเมน ซึ่งประกอบด้วย ลา, สุนัข, แมว และไก่ ยืนเรียงบนหลังกันตามลำดับแบบในการ์ตูน แม้จะดูเหมือนประติมากรรมจากนิทานเด็ก แต่เบื้องหลังของมันกลับมีความหมายทางการเมือง วัฒนธรรม และมิตรภาพที่ลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด

.

อนุสาวรีย์นี้คือของขวัญจากเมือง เบรเมน ประเทศเยอรมนี ที่ส่งมายังเมืองริกา ประเทศลัตเวีย ในปี 1990 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและกำลังใจระหว่างสองเมืองที่มีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง (Sister Cities) เหตุผลที่ส่งมาในช่วงเวลานั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในขณะนั้นลัตเวียยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต และเพิ่งเริ่มต้นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช

การมอบอนุสาวรีย์นักดนตรีสี่สหายจากเยอรมนีจึงไม่ใช่แค่การให้ของตกแต่งเมือง แต่คือการส่งต่อกำลังใจให้คนลัตเวียลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง เหมือนกับสัตว์ทั้งสี่ในนิทานของพี่น้องกริมม์ ที่แม้จะเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็ก ๆ แต่เมื่อรวมพลังกัน ก็สามารถไล่ความอยุติธรรมออกไปจากบ้านได้

.

สี่สหาย กับความหวังที่ขอได้

นอกจากความหมายแฝงทางประวัติศาสตร์ อนุสาวรีย์ชิ้นนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการขอพรที่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเชื่อถือกันแพร่หลาย วิธีการขอพรก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ให้นำมือไปสัมผัสจมูกของสัตว์ทั้งสี่ ไล่ตั้งแต่ลาขึ้นไปจนถึงไก่และขอพรในใจหนึ่งข้อ หากทำครบโดยไม่พลาดขั้นตอนจะถือว่าพรมีโอกาสเป็นจริง

สังเกตได้จากจมูกของสัตว์แต่ละตัวที่ขึ้นเงาจากการถูกลูบซ้ำ ๆ ว่ามีคนมาขอพรไม่ขาดสาย ว่ากันว่า… ใครที่สัมผัสเพียงจมูกเดียวจะได้รับความกล้าหาญ สองตัวได้โชคดี สามตัวได้โอกาสใหม่ และถ้าสัมผัสครบทั้งสี่ พรที่คุณขอไว้ อาจเดินทางกลับมาหาคุณในสักวันหนึ่ง

นักดนตรีสี่สหายในริกา ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าจากเมืองเยอรมัน ไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูปตามคู่มือท่องเที่ยว แต่มันคือเสียงแห่งความหวังที่เดินทางจากเบรเมนมาถึงลัตเวียในวันที่ผู้คนที่นี่ต้องการกำลังใจที่สุด และทุกวันนี้อนุสาวรีย์เล็ก ๆ ชิ้นนี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ร้อง ไม่ขยับ แต่เล่าเรื่องได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด

.
.

สำหรับ EP แรกของการเดินทางในลัตเวีย ขอปิดท้ายด้วยข่าวดีที่ไม่ใช่แค่ทำให้คนลัตเวียภูมิใจ แต่ยังทำให้โลกหันกลับมามองประเทศเล็กริมทะเลบอลติกแห่งนี้อีกครั้ง เพราะ “FLOW” อนิเมชันจากลัตเวีย เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ไปได้อย่างสง่างาม

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีบทพูดยาวเหยียด หรือฉากแอ็กชันหวือหวา แต่กลับเล่าเรื่องได้ลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด หนังใช้ความนิ่งเป็นภาษาหลัก ใช้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เป็นประโยค และใช้ “แมวดำ” เป็นตัวละครนำ ที่ดูเหมือนจะไม่พูดอะไรเลยตลอดเรื่อง แต่กลับพูดทุกอย่างที่ผู้ชมรู้สึก

และเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงวันที่ผมเดินอยู่ในเมืองริกา มองขึ้นไปเห็นแมวดำตัวเล็ก ๆ บนหลังคา ผมก็เริ่มเข้าใจบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแมวดำบนหลังคา หรือแมวดำใน FLOW พวกมันไม่เคยส่งเสียง แต่กลับ “ดังชัดที่สุด” ในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต่างกันเลย

บางที ลัตเวียอาจจะไม่ใช่ประเทศที่พยายามดึงความสนใจ แต่มันเป็นประเทศที่ “ไม่ปล่อยให้ใครลืมได้” หากเคยหยุดฟังอย่างตั้งใจ

.

ในตอนถัดไป เราจะยังไม่โบกมือลาลัตเวียกันง่าย ๆ เพราะยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ผมอยากพาทุกคนไปสัมผัสด้วยตัวเอง เมืองตากอากาศริมทะเลที่เงียบ สวย และเปี่ยมเสน่ห์อย่าง Jūrmala เมืองชายฝั่งที่อยู่ห่างจากริกาเพียง 30 นาที แต่บรรยากาศนั้นเหมือนหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทะเลบอลติกที่นี่ไม่ได้มีคลื่นแรง หรือแดดแรงแบบทะเลใต้ที่เราคุ้นเคย แต่มันคือทะเลที่เย็น สงบ และทำให้เราอยากหยุดนิ่ง แล้วสูดลมหายใจให้ลึกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

พร้อมเรื่องเล่าเรื่องราวของคุณลุงเจ้าถิ่นที่ริก้าคนหนึ่ง ที่ผมบังเอิญได้คุยในร้านอาหาร เรื่องราวที่อาจดูเรียบง่าย แต่กลับอบอุ่นจนยังจำได้ไม่ลืม และอยากถ่ายทอดให้ทุกคนได้รู้สึกแบบเดียวกัน

ตอนหน้า เราจะไปนั่งริมทะเลด้วยกัน พร้อมเปิดบทใหม่ของลัตเวียที่คุณอาจตกหลุมรัก… โดยไม่ทันตั้งตัว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *