เงินที่ไม่มี

        เคยมีค่านิยม (แปลก ๆ) เกี่ยวกับการชี้วัดความสำเร็จของคนอยู่อย่างที่นิยมกันมากในอดีต รวมถึงอาจจะต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันด้วย นั่นคือค่านิยมที่ว่าใคร “กู้เงิน” ได้มากเท่าไหร่แสดงว่าประสบความสำเร็จมากเท่านั้น         ฟังดูแปลกแต่เป็นจริงครับ เพราะใครที่กู้ได้มากก็หมายความว่าธนาคารเชื่อถือในเครดิตของตัวมาก และนั่นเลยกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการทำงานไป ถึงขนาดวงสนทนาของนักธุรกิจหนุ่มสายเลือดใหม่ในช่วงนั้นเขาไม่ได้คุยกันเรื่องยอดขายนะครับ ยอดนั้นมันธรรมดา “น้าชาติ” เพิ่งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ใครค้าอะไรก็ได้ยอดทั้งนั้นจึงไม่ได้บ่งชี้ฝีไม้ลายมือเท่าไร่ หากจะเบ่งทับกันยุคนั้นเขาข่มกันด้วยวงเงินกู้ หรือวงเงิน OD ครับ         เคยได้ยินขนาดบางตระกูลใหญ่ที่พ่อแม่มีทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายพร้มอมจะมอบเป็นทุนให้ลูกทำธุรกิจด้วยเงินสด แต่ต้องถูกปฏิเสธ เพราะลูกว่า “ต้องกู้ ถึงเท่ห์” กู้เพื่อเป็นการแสดงถึงความมีเครดิตของตน บางคนคิดแปลกไปถึงว่าการใช้เงินเย็นที่ตนมีมันไม่ท้าทาย มันไม่แมน มันไม่ใช่นักธุรกิจไปโน่นเลย การจะเป็นนักธุรกิจ นักลงทุนที่ได้รับความยอมรับต้องกู้เขามาทำ ยิ่งกู้มาก ยิ่งเก่งมาก ใครใช้เงินเก็บมาลงทุนถือว่าไม่มีความสามารถ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ทั้งยังไม่ห้าวหาญพอที่จะทำงานใหญ่         ฟังดูแล้วเป็นอย่างไรครับ เชื่อตามนั้นไหม ?         ใครไม่เชื่อก็เชื่อเถิดครับ ยุคหนึ่งเป็นเช่นนั้นจริง ซึ่งอย่างว่าแต่ยุคโน้นเลย แม้ปัจจุบันเอง ในเวลาที่เราผ่านประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการไม่พอประมาณมามากแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่คิดเช่นนี้ และ ด้วยการยอมรับถึงความมีหนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดานี่เองที่กำลังเป็นตัวบ่อนทำลายสังคมของเรา !         เมื่อค่านิยมเพี้ยน วิถีชีวิตก็เพี้ยนตาม สังคมจึงเสื่อมลงทุกวัน สมาชิกในสังคมจึงทุกข์ขึ้นทุกขณะ ด้วยเพราะเรากลับทิศความเชื่อไม่เพียงจะเห็นการเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติ แต่กลับยินดีในการเป็นหนี้นั้น ด้วยเพราะบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ก็กลับทิศกันจากเดิมที่อยากได้แต่เงินสด เดี๋ยว “ยินดีรับบัตรเครดิต” เพราะช่วยให้คนซื้อของได้มากขึ้น ร้านมียอดมากขึ้น หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น ด้วยเพราะธนาคาร สถาบันสินเชื่อก็เริ่มกลับทิศ เริ่มที่จะชอบปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพราะได้ค่าธรรมเนียมเยอะดี กระจายความเสี่ยงได้มาก สูญไปบ้างก็ยังไม่เจ็บตัวเท่าปล่อยรายใหญ่ ระบบเศรษฐกิจจึงเข้าสู่วงจรที่ คนใช้ก็อยากเท่ห์ คนขายก็ส่งเสริม ธนาคารก็สนับสนุน ทำให้แทบทุกคนจึงมีบัตรเครดิตและใช้เครดิตนั้น หลายคนด้วยพื้นฐานอาจไม่จำเป็นแต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดก็เลยต้องเปิดมีไว้ซึ่งบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลเสียหน่อย         เป็นหนี้ทางการค้าว่าแย่แล้ว การเป็นหนี้ส่วนตัวนี้แย่กว่า ยิ่งหากหนี้นั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการบรรเทาเบาบางปัญหาแท้จริงในครอบครัวอย่างการกู้มาเพื่อให้ค่าเทอมลูก มาผ่อนบ้าน หรือมาซื้อข้าวให้ลูกกิน แล้วลองทายดูซิครับว่าการเป็นหนี้ส่วนบุคคลทุกวันนี้ใช้ไปเพื่อเหตุจำเป็นนั้น หรือกู้มาใช้ไปเพื่อการณ์ใด ?         คำตอบคงเหมือนกันนั่นคือคนทุกวันนี้กู้มาเพื่อนำไปซื้อหาของใช้ที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิตครับ         ต้องผ่อนค่าเสื้อหรู นาฬิกาแพงเพราะมันจำเป็นต่อหน้าที่การงาน         รถสปอรต์คันเก๋ก็ต้องมี จำเป็นต้องเป็นหนี้เขาก็เพื่อหน้าตาของตนในสังคม         หรือแม้แต่เครื่องเสียง ทีวี 3 มิติ โน้ตบุครุ่นล่า ก็จำต้องแบ่งชำระเพื่อมีไว้ตามข้อมูลข่าวสารอันจำเป็นในการอยู่ในสังคมยุคเทคโนโลยีนี้         แต่ที่ตลกร้ายก็คือเงิน (กู้) ที่เสียไปเพื่อหน้าตาด้วยหวังว่าจะทำให้เราเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้น สุดท้ายกลับมิใช่หน้าตาที่ดี ไม่เชื่อลองถามตัวเองซิครับว่าพอใช้ข้าวของเลิศหรูนั้นแล้วเพื่อน ๆ เห็นแล้วรู้สึกดีกับเรา หรือรู้สึกหมั่นใส้เรากันแน่         ตอบได้ใช่ไหมครับ         และถ้าถามต่อว่ารู้ทั้งรู้ว่าเขาหมั่นใส้แต่เรายังจะทำหรือตอบได้อีกว่าทำ และอยากทำเสียด้วย ดังนั้นที่ว่ายอมเป็นหนี้เพื่อชีวิตเจริญนั้นจึงเป็นเพียงข้ออ้างของการอยากได้ของเหล่านั้น ที่หากยอมรับความจริง เราอาจได้ความจริงที่น่าตกใจคือ ข้อสรุปว่าสังคมยุคนี้ คนใช้เงินที่ไม่มี ซื้อของที่ไม่ต้องการ เพื่อให้คนที่เราไม่ชอบ ไม่ชอบหน้าเรายิ่งขึ้น         คุณเป็นคนหนึ่งในนั้นหรือเปล่าครับ ถ้าใช่ทิ้งท้ายฉบับนี้ผมขอฝากให้ลองกลับทิศดูนะครับ กลับไปสู่ความเป็นจริงที่น่าจะเป็นคือ “ใช้เงินที่มี ซื้อของที่จำเป็น เพื่อช่วยคนที่เราไม่ชอบหน้า ให้เขากลายเป็นเพื่อนเรา” รับรองว่าเงินก็เหลือแถมยังได้เพื่อนกลับมาอีกมากครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *