สมรส

        เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจชนิดใครเผลอเข้าผจญภัยในป่านานหน่อยกลับออกมาอาจตกยุคกลายเป็นคนหลังเขากันเลยและไม่ใช่เพียงวัตถุ แม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างวิถี หรือพิธีการงานต่าง ๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก         ที่เห็นชัดก็อย่างงาน “พิธีมงคลสมรส” หรืองานแต่งงานที่เดิมเป็นการตั้งโต๊ะ แต่งห้อง มีอิเล็กโทนมาเล่นแล้วก็เลี้ยงอาหารแขกที่มา พอได้เวลาก็เชิญแขกผู้ใหญ่ขึ้นมาให้โอวาทเพื่อให้บ่าวสาวนำไปใช้ในการประคองชีวิตคู่ให้ตลอดรอดฝั่งแล้วก็จบงาน เพราะวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อประกาศให้สาธารณะทราบว่าชายหญิงคู่นี้เป็นคู่กันแล้ว จะอยู่เคหสถานเดียวกันก็ไม่ผิดประเพณีใครจะเอาไปซุบซิบนินทาให้เสียหายไม่ได้ รวมถึงผู้ที่หมายปองฝ่ายใดก็ตามอยู่จำเป็นต้องยกธงยอมแพ้ตามวิถีของเกมแห่งรักไป         แต่ปัจจุบันพิธีดังกล่าวนี้เปลี่ยนไปมาก อาจเป็นด้วยเพราะนี่เป็นงานสำคัญที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยครั้งในชีวิตของแต่ละคน รูปแบบของงานระยะหลัง ๆ จึงถูกปรุงแต่งให้วิจิตรอลังการขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่ต้องมีการเตรียมถ่ายภาพ พรี-เวดดิ้ง ที่บ่าวสาวต้องไปหาสถานที่สวย ๆ แต่งตัวสวย ๆ เพื่อมาจัดทำเป็นเหมือนนิทรรศการก่อนเข้างาน ในงานก็ต้องมีดนตรี มีการประดับตกแต่งในรูปแบบแปลกใหม่ขึ้น และที่สำคัญยิ่งที่ขาดไม่ได้กลายเป็นเหมือนหัวใจของงานไปแล้วคือการทำวิดีโอ พรีเซนเตชั่น กล่าวถึงประวัติความเป็นมาและเส้นทางแห่งรักกว่าจะมาพบกันของทั้งคู่ วิดีโอนี้บางคู่ลงทุนกันอย่างกับเป็นการสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่องหนึ่งทีเดียว มีการย้อนรอยกลับไปถ่ายถึงสถานที่เกิดจริง ๆ ที่ที่พบรักแรกนี้กันจริง ๆ จำลองเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ แถมยังอาจมีใช้ผู้กำกับภาพยนตร์ตัวจริง ๆ ด้วย เรื่องเช่นนี้ใครมีกำลังก็ไม่ว่ากันครับ เป็นเหมือนการทำประวัติส่วนตัวของครอบครัวให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานในอนาคต         ที่ยกเรื่องงานเลี้ยงมงคลสมรสมาพูดก็เพราะเมื่อปีก่อนผมได้มีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานของน้องชายหญิงคู่หนึ่งที่แม้รูปแบบงานจะไม่ต่างจากที่นิยมกันอยู่แต่ในรายละเอียดนั้นมีความแตกต่างจนผมอยากจะนำมารณรงค์ให้งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาก ๆ งานแต่งนี้ของคู่คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิด มีความรอบรู้ ที่สำคัญมีการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมจนอุ่นใจได้ว่าอนาคตต่อไปของชาติจะยังมีคนคุณภาพที่หวังได้ วางใจลงให้ฝากฝัง ทั้งคู่ไม่ใช่คนอื่นไกลครับคือ “ณัฐพบธรรม” ผู้เขียนบทความธรรมะดี ๆให้ทุกท่านได้อ่านกันในนิตยสาร Happy+ นี้นี่เอง น้องณัฐสมรสกับน้องแป้งหรือ “โรสแมรี่” ผู้เขียน “ถ้ารู้…คงผอมไปนานแล้ว” หนังสือเบสต์เซลเลอร์อีกเล่มของวงการ         ทั้งคู่มีใจฝักใฝ่ธรรม รักษาศีลเป็นนิตย์และนั่นนำมาซึ่ง “งานแต่งสีขาว” ปลอดซึ่งแอลกอฮอล์งานนี้งานนี้เป็นตัวอย่างจริงที่ใครที่ไปร่วมงานวันนั้นก็จะรับรู้ว่าไม่เห็นมีความจำเป็นใดที่จะต้องเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยงานเลย งานก็รื่นเริงได้ เพราะค่าของการสมรสนั้นยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความแช่มชื่นแล้ว การเลี้ยงเหล้าเบียร์ต่างหากที่กลับจะมาบั่นทอนความแช่มชื่นนั้นลงจากความคะนอง จากการขาดสติของแขก         ใครกำลังจะจัดงาน หรือมีลูกหลานจะจัดงานก็ขอรณรงค์งานแต่งเลี้ยงสีขาวนี้กันนะครับ รับรองว่าไม่ทำให้ด้อยค่าลงแน่นอน และไม่ต้องกลัวเสียหน้าเจ้าภาพแต่อย่างใด แขกเหรื่อเขาเข้าใจดี ที่เขามางานก็เพื่อร่วมแสดงความยินดีมิได้มาดื่มคะนองแต่อย่างใด         ซึ่งนอกจากไม่เลี้ยงเหล้าแล้วยังมีอีกพิธีการสำคัญที่ผมได้เห็นจากงานนี้แล้วอยากจะขอนำมาเสริมให้ช่วยกันร่วมรณรงค์ใช้ด้วยนั่นคือ ฉากปิดท้ายที่ปกติทุกงานจะมีแขกผู้ใหญ่ขึ้นไปกล่าวโอวาทและนำแขกที่มาร่วมงานแสดงความยินดีให้แก่คู่บ่าวสาวด้วยการชูแก้วเปล่งเสียง “ไชโย” 3 ครั้งนั่นล่ะครับ แต่สำหรับงานนี้แปลกกว่าทุกงาน ดีกว่าทุกงานจนต้องนำมานำเสนอให้ใช้กัน         แปลก และดีอย่างไร ?         แปลกตรงประธานที่เป็นแขกผู้ใหญ่นั้นหลังจากให้โอวาทตามธรรมเนียม (ซึ่งเนื้อหาดีมาก ๆ) แล้วไม่ได้ชวนไชโยครับ และดีคือท่านได้ขอให้แขกทั้งงานร่วมกันนั่งนิ่งทำสมาธิให้ใจสงบแล้วน้อมนำใจอันเป็นกุศลนั้นส่งต่อคำอำนวยพรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตคู่ที่รุ่งเรืองต้องบอกว่าบรรยากาศขณะนั้นยอดเยี่ยมมาก ทั้งงานเงียบสงบ นิ่ง อบอุ่น เปี่ยมด้วยกระแสแห่งบุญกุศลที่มหาชนในห้องนั้นได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบให้แก่คู่บ่าวสาว ซึ่งนั่นเป็นคำอำนวยพรอันสูงค่ายิ่ง เป็นของขวัญที่เลอค่าประมาณไม่ได้ที่คู่สมรสนั้นจะสามารถได้จากงานพิธีของตัวเอง         ผมได้ถามประธานว่าเธอได้เตรียมวิธีอวยพรเช่นนี้ไว้ก่อนหน้าล่ะหรือ คำตอบคือเป็นปฏิภาณ ไหวพริบตรงนั้นครับ ประธานเห็นว่าบรรยากาศงานที่ไม่มีเหล้าเบียร์นี้เปี่ยมด้วยกุศลจนล้นแล้วเมื่อให้โอวาทเสร็จเลยรู้สึกว่าการทำสมาธิแผ่เมตตาจะเข้ากับงานมากกว่าการไชโยเลยชวนทุกคนทำ ซึ่งผลก็ออกมาน่าประทับใจจริง ผมก็ขออนุญาตเธอว่าจะขอนำไอเดียดี ๆ นี้มีรณรงค์วงกว้างด้วยซึ่งเธอก็ยินดียิ่งครับ         ประธานของงานวันนั้นก็คือ คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ผู้หญิงเก่ง และแกร่งในแวดวงสื่อสารมวลชนที่ทุกคนรู้จักกันดี หญิงผู้นำสิ่งดี ๆ มาให้สังคม ทั้งการกล้าที่จะไม่รับโฆษณาเครื่องดื่มน้ำเมาอันมีเม็ดเงินมหาศาลที่สำคัญต่อผลการดำเนินงานของนิตยสารที่เธอบริหาร การกล้าที่จะออกนิตยสารธรรมะรูปโฉมใหม่เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจธรรมกัน ทั้งการมีส่วนร่วมในการช่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อและทรัพยากรต่าง ๆ ที่เธอมีอย่างเต็มที่ หรือกระทั่งการนำพิธีการสีขาวเช่นนี้มาสู่งานเริ่มชีวิตคู่ที่ต่อไปอาจกลายเป็นกระแสใหม่อันงดงามของสังคมเหมือนดั่งหลาย ๆ งานที่เธอได้ฝากไว้แล้ว         Happy+ ฉบับหญิงเก่งฉบับนี้ ผมขอมอบพื้นที่นี้ให้คุณเมตตาหญิงเก่งอีกท่านในสังคมไทยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *