
สรุปการเรียนรู้จาก ดร.ใหม่ Exclusive 3-day Masterclass in “Compassionate Systems Leadership” with Peter Senge and Gustav Böll ตอนที่ 8
ตอนพิเศษนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญจากการเดินทางสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ระดับโลกในคลาสสำหรับผู้นำอย่าง Masterclass with Peter Senge และ IDG Summit 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานประชุม แต่คือการ “สัมผัสแนวคิดต้นธารของการเปลี่ยนแปลงภายใน” ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งระบบคิด จิตวิญญาณ และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อจุดประกายให้ผู้นำยุคใหม่เข้าใจความหมายของคำว่า Inner Development อย่างลึกซึ้ง
.
.
ในบทความก่อนหน้า ทุกท่านคงได้ลองทำแบบจำลองภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) กันไปแล้ว หากใครที่ยังไม่ได้ลองทำ แนะนำให้พักการอ่านบทความนี้แล้วกลับไปทดลองทำก่อน (บทความที่ 6-7) เพราะเนื้อหาแต่ละตอนจะถูกส่งต่อร้อยเรียงกันอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงมีการพูดถึงเรื่องสนามทางสังคม (Social Fields) กันไปแล้วเล็กน้อย เดี๋ยวตอนท้ายเราจะกลับมาพูดถึงเรื่องนั้นอีกครั้ง
.
แต่ก่อนอื่น ขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับโมเดลที่เรากำลังจะเข้าไปเรียนรู้ต่อจากนี้ ซึ่งก็คือ Mandala for Systems Awareness
เรามักถูกถามอยู่เสมอว่า “ระบบแห่งการตระหนักรู้ (Systems Awareness)” คืออะไร เรามีชื่อว่า Center for Systems Awareness และหลายคนอยากเข้าใจว่าคำนี้หมายถึงอะไร อธิบายอย่างสั้น ๆ ว่า มันคือ การผสมผสานระหว่าง การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และ การรับรู้เชิงระบบ (System Sensing) โมเดลนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเปิดเผยสิ่งที่โดยปกติเรามักมองไม่เห็นใน “กล่องดำ” ของคำว่า awareness หรือ “ความตระหนักรู้” โมเดลนี้ถูกพัฒนาโดย Meta Bill หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ ฯ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโมเดลหลายแบบ รวมถึง Social Field Model และ Systemic Awareness Model ด้วย โมเดลนี้แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของความตระหนักรู้ที่หลากหลายรูปแบบของการเชื่อมโยง และเหตุผลว่าทำไมมันจึงสำคัญ
.
.
ก่อนการเดินทางเรียนรู้บทใหม่ เชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านลุกขึ้น “ขยับ” ทั้งกาย ใจ และขยับความหมายของคำว่าเรียนรู้
การขยับเช่นนี้ไม่ใช่เพียงการยืดแขนขา แต่คือการย้ายศูนย์ของความสนใจจากโลกความคิดที่พร่ำเพรื่อกลับเข้าสู่โลกที่รับรู้ได้ตรง ๆ ผ่านร่างกาย ประสาทสัมผัส ความสัมพันธ์ และความกรุณาที่กว้างขวางต่อกันและกัน ก่อนหน้านี้ได้แตะเรื่อง “สนามทางสังคม” ไว้เพียงสั้น ๆ พื้นที่พลังงานทางความรู้สึกและความหมายร่วมที่เราทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นขณะอยู่ด้วยกัน และตั้งใจว่าจะวนกลับมาปิดท้ายอีกครั้ง ทว่าเพื่อจะเข้าถึงสนามนั้นอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมี “เครื่องมือรับรู้” ที่แม่นยำขึ้น โมเดล “Mandala for Systems Awareness” จึงปรากฏขึ้นในฐานะแผนที่ใช้งานจริงเพื่อเปิดฝากล่องดำของคำว่า awareness ให้กลายเป็นสิ่งที่ลงมือฝึกได้
.
.
คำว่า Mandala แปลตามตัวคือ “วงกลมที่มีศูนย์กลาง” ซึ่งในตำนานหลากวัฒนธรรมหมายถึง ความสมบูรณ์และองค์รวม การใช้รูปแบบแมนดาลาจึงสื่อสารว่า แม้เราจะพูดถึงองค์ประกอบสี่ประการ แท้จริงแล้วทั้งหมดคือ “หนึ่งเดียวแห่งความตระหนักรู้” ที่ต่างด้านกันเพียงวิธีเข้าถึง เมื่อทั้งสี่ด้านอยู่ในสมดุล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Systems Awareness ความตระหนักรู้ที่มองเห็นทั้งส่วนย่อยและความเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เหมือนเลนส์ที่ปรับโฟกัสใกล้–ไกลได้โดยไม่สูญเสียภาพรวม
.
.
(1) ด่านแรก เริ่มต้นด้วย “การตระหนักรู้ทางกาย” somatic awareness มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนว่า ทางกายภาพคือประตูที่เปิดง่ายที่สุดสู่ปัจจุบัน เพราะร่างกายอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เสมอ ในศาสตร์ประสาทวิทยา เรียกความสามารถรู้เท่าทันสัญญาณภายในร่างกายว่า interoception การรับรู้อัตราการเต้นของหัวใจ ลมหายใจ ความตึงของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิภายใน หรือแม้แต่น้ำหนักทางอารมณ์ที่กดทับในอก อารมณ์มิได้ลอยอยู่ในอากาศ หากผ่านทางกายภาพเสมอ สิ่งที่เรียกว่า “รู้สึกโกรธ” หรือ “ใจหวิว” ล้วนมีพิมพ์เขียวทางกายในแบบของตน ยิ่งมองเห็นเร็ว เรายิ่งมีพื้นที่เลือกระหว่างสิ่งกระตุ้นกับการตอบสนองมากขึ้น นี่เองคือแก่นของความฉลาดทางอารมณ์ (emotional literacy) ที่ไม่ใช่การกดอารมณ์ให้เงียบ แต่คือการตั้งชื่อและรับรู้อย่างแม่นยำจนไม่ต้องถูกอารมณ์ลากไป
แบบฝึกง่ายที่สุดคือการคืนความสนใจให้เท้า นิ้วเท้า และช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างนิ้วเท้า พื้นที่ที่ปกติเราไม่เคยใส่ใจ การเลื่อนไฟฉายของสติไปยังรายละเอียดเช่นนี้ทำให้สมองสร้างแผนที่กาย (body map) ที่คมชัดขึ้น แนวทางเดียวกับการสแกนร่างกาย (body scan) โยคะ การเต้น หรือกีฬาทุกชนิด ล้วนพัฒนา interoception และ proprioception (การรับรู้ตำแหน่ง–การเคลื่อนไหวของร่างกาย) ไปพร้อมกัน สิ่งน่าทึ่งคือ เพียงไม่กี่นาทีที่เราขยับเฉพาะด้านขวาแล้วหลับตาฟังความรู้สึก ความต่างระหว่างซีกขวาซ้ายก็เด่นชัดขึ้นทันที นี่ไม่ใช่กลลวง แต่คือสมองที่ปรับสมดุลการรับรู้อย่างรวดเร็ว
.
.
(2) ด่านที่สอง จากร่างกายจึงเคลื่อนไปสู่อีกประตูหนึ่ง “การตระหนักรู้ทางประสาทสัมผัส” หรือ perceptual awareness ซึ่งหมายถึงการรับรู้เสียง แสง เงา กลิ่น สัมผัส ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ โดยระงับสัญชาตญาณในการตีความไว้ชั่วคราว ปรกติสมองของมนุษย์เป็นเครื่องจักรสร้างความหมายอัตโนมัติ เห็นเงาก็รีบใส่เรื่องราวว่า “นั่นคืออะไร” ได้ยินเสียงก็รีบตัดสินว่า “มาจากไหน” ความชำนาญของ perceptual awareness คือการพักการเล่าเรื่อง แล้วปล่อยให้ข้อมูลดิบไหลเข้ามาตรง ๆ เมื่อฝึกเช่นนี้ ความสนใจ (attention) ซึ่งเป็นทรัพยากรหายากในยุคถูกรบกวนตลอดเวลา จะค่อย ๆ ยาวขึ้น เสถียรขึ้น คล้ายการเพิ่มกล้ามเนื้อที่คอยประคองจิตใจไม่ให้ไหลหลุดออกจากปัจจุบันตลอดเวลา การฝึกตามลมหายใจจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ หากเป็นการตั้งสมอให้เรือใจท่ามกลางคลื่นข้อมูล
เมื่อกายกับประสาทสัมผัสเริ่มลงรอยกัน ภาชนะของการรับรู้ก็ขยายออก แทนที่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มองผู้พูด หรือ รู้สึกกาย กลับเป็นได้ทั้งสองพร้อมกัน และที่สำคัญ “ได้มากขึ้น” ไม่ใช่ได้น้อยลง ภาวะนี้เป็นสิ่งที่หลายกรณีศึกษาในองค์กรเรียกว่า “ความจุทางสติ” (attentional capacity) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพการตัดสินใจ เพราะการเห็นภาพรวมโดยไม่หลุดรายละเอียดเป็นหัวใจของการคิดเชิงระบบ (systems thinking) การมองเห็นปฏิสัมพันธ์ วงจรป้อนกลับ (feedback loops) และผลลัพธ์ที่ล่าช้า (delays) โดยไม่ถูกอคติฉาบผิวพาไปก่อนเวลาอันควร
.
.
(3) ด่านที่สาม คือ “การตระหนักรู้เชิงสัมพันธ์” (relational awareness) จุดที่ ฉัน กลายเป็น เรา อย่างเป็นธรรมชาติ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมในเชิงชีววิทยา ระบบประสาทเราเดินสายให้จูนเข้าหากันตั้งแต่กำเนิด จากการสบตาทารกกับมารดา ไปจนถึงการจับสัญญาณละเอียดในห้องประชุมว่าใครเปิดรับ ใครลังเล ใครกำลังปิดประตูใจ กลไกที่มักถูกหยิบยกมาอธิบายคือ “กระจกประสาท” (mirror neurons) ซึ่งทำให้เมื่อเห็นใครเจ็บ เราเผลอสะดุ้ง หรือเมื่อเห็นรอยยิ้ม เราก็อยากยิ้มตอบ แต่ relational awareness ไม่จบที่การสะท้อนตาม มันคือศิลป์ของการอยู่ร่วมโดยไม่ถูกดูดกลืน หัวใจของศิลป์นี้อยู่ที่การแยกความต่างระหว่าง “ความเอาใจใส่” (empathy) กับ “ความกรุณา” (compassion)
เมื่อมี empathy เรารับรู้และรู้สึกตามอีกฝ่าย อีกฝ่ายเศร้า เราก็เศร้าไปด้วย สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขจำเป็นของความเป็นมนุษย์ ทว่าไม่เพียงพอสำหรับการเยียวยา เพราะถ้าต่างฝ่ายต่างจม เราจะช่วยใครไม่ได้ ในทางกลับกัน compassion คือการรับรู้ทุกอย่างเช่นเดียวกัน แต่คง “ความมั่นคงทางอารมณ์” ของตนไว้ (emotional integrity) และส่งความตั้งใจที่จะบรรเทาความทุกข์ออกไป การฝึกกรุณาจึงให้ประสบการณ์ภายในที่ต่างออกไป มันอ่อนโยน เข้มแข็ง และแปลกประหลาดที่มักให้ความอิ่มเอม แทนที่จะทำให้หมดแรง
กิจกรรม “Empathy Check-in” ต้องถูกออกแบบให้พาเข้าสู่ relational awareness ผ่านการจับคู่ หันหน้าเข้าหากัน โดยไม่มีสิ่งกั้นกลาง ให้รอสัญญาณเงียบ ๆ แล้วจึงเริ่มรับฟังโดยทั้งร่างกาย โดยเริ่มจากการตั้งหลักในกายตนเองก่อน หายใจลึก รู้สึกเท้าสัมผัสพื้น จากนั้นเปิดพื้นที่ให้คู่สนทนาส่งสัญญาณที่อาจละเอียดเกินคำ จังหวะหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย ไหล่ที่ยกสูงไม่รู้ตัว แววตาที่ล้า เราไม่ตีความ ไม่รีบให้กำลังใจ ไม่สอดแทรกประสบการณ์ส่วนตัว เพียงอยู่ตรงนั้นด้วยความมั่นคงและพร้อมรับ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ พลังงานของห้องทั้งห้องเปลี่ยนจากความพยายามจะฉลาด มาเป็นยอมให้กันและกันได้เป็นมนุษย์ สนามทางสังคมจึงค่อย ๆ ใสขึ้นจนคำพูดน้อยลงแต่ความเข้าใจมากขึ้น
.
.
เมื่อฝึกทั้งสามด่าน ภาพของแมนดาลาจึงเริ่มชัด กาย (somatic) ประสาทสัมผัส (perceptual) และความสัมพันธ์ (relational) เชื่อมต่อกันเหมือนสามวงแหวนซ้อนทับ แต่แมนดาลายังเหลือแกนกลางที่ทำให้ทั้งหมดกลายเป็น “ระบบเดียวของชีวิต” นั่นคือ “ความกรุณา” (compassionate awareness) ซึ่งมิใช่อีกด่านเพิ่มเข้ามา หากเป็นคุณภาพของใจที่แผ่ซึมไปในทุกด่าน เปรียบเหมือนแสงที่ส่องให้ทุกส่วนมองเห็นกันและกันอย่างอ่อนโยน วิธีฝึกอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการอวยพรในใจให้ผู้ที่อยู่ตรงหน้า …
ขอให้เธอปลอดภัย ขอให้เธอเป็นอิสระจากความทุกข์ ขอให้เธอเข้มแข็งอ่อนโยน โดยไม่ต้องเอ่ยออกมาสักคำ หรือจะฝึกแบบหายใจรับ–ส่ง (tonglen) คือหายใจเข้ารับความหนักของอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอกอย่างรับผิดชอบ แล้วหายใจออกส่งความเบา ความอบอุ่น และความมั่นคงกลับไปให้ พลังของการฝึกเช่นนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่คือการฝึกระบบประสาทให้อยู่กับความทุกข์โดยไม่หนีและไม่จม ความสัมพันธ์งาน–บ้าน–สังคมจึงปลอดภัยขึ้นสำหรับการพูดความจริงและร่วมมือกันสร้างสิ่งที่มีความหมาย
.
.
หากนำทั้งสี่มิติไปใช้ในโลกการทำงาน ภาพจะชัดทันที ในระดับปัจเจก somatic awareness ทำให้ผู้นำรู้ทันอารมณ์ ในระดับทีม perceptual awareness ยกระดับคุณภาพการประชุมจากการโต้วาทีมาเป็นการรับฟังข้อมูลจริงที่อยู่ในห้อง ไม่ใช่ความคิดคาดเดา ในระดับองค์กร relational awareness ทำให้ข้ามสะพานความไม่ไว้ใจกันระหว่างฝ่ายงานได้เร็วขึ้น เพราะมองเห็นมนุษย์หลังบทบาท และเมื่อทั้งหมดถูกหล่อเลี้ยงด้วย compassionate awareness การตัดสินใจยาก ๆ ก็เกิดขึ้นบนฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขในแผ่นงาน
.
ในทางทฤษฎี นี่สอดคล้องกับหลักคิดเชิงระบบที่ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ใช่คนไม่เก่งพอ แต่คือรูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่ติดอยู่ในวงจรป้อนกลับเชิงลบ การเพิ่มปริมาณข้อมูลไม่ได้ช่วยเท่ากับการเพิ่มคุณภาพการรับรู้ เพราะหากเลนส์ยังขุ่น ข้อมูลยิ่งมากยิ่งพร่า การฝึกแมนดาลาคือการ “ขัดเลนส์” ให้ใสพอจะเห็นทั้งสาเหตุเฉียบพลันและรากลึก เห็นทั้งผลข้างเคียงและผลล่าช้า และสำคัญสุดคือเห็น “เรา” ในฐานะระบบสัมพันธ์ ไม่ใช่ปัจเจกที่ลอยลำอย่างโดดเดี่ยว
.
.
เมื่อย้อนกลับไปยังแนวคิด “สนามทางสังคม” ภาพทั้งหมดจึงลงล็อก สนามคือคุณภาพที่ก่อตัวจากสิ่งที่เรานำเข้ามาในห้องร่วมกัน ภาวะกาย ความนิ่งของใจ ความเคารพที่ส่งผ่านสายตา ความกรุณาที่ไม่ต้องประกาศ เมื่อปรับความถี่ในตัวให้เสถียร สนามจะเสถียรตาม ความคิดสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นง่ายกว่าช่วงชิงกัน ความขัดแย้งถูกยกขึ้นมาเห็นโดยไม่ทำลายกัน ความกลัวแปรสภาพเป็นพลังสร้างสรรค์ เพราะมีภาชนะรองรับมากพอ
ท้ายที่สุด แมนดาลาไม่ได้ขอให้เราทำอะไรเพิ่มมากมาย หากชวนให้ “ทำสิ่งเดิมด้วยคุณภาพใหม่” ดื่มน้ำแก้วเดิม แต่รับรู้สัมผัสของน้ำบนลิ้นและลมหายใจที่พาเย็นลงทั้งอก ฟังเพื่อนร่วมงานคนเดิม แต่รับรู้ไหล่ที่เกร็งของเขาและความพยายามจะไม่ร้องไห้ที่ซ่อนในน้ำเสียง ตัดสินใจเรื่องเดิม แต่ยืนอยู่บนความกรุณาที่มองเห็นชีวิตผู้คนหลังตัวเลข
.
ทุกครั้งที่ฝึกเช่นนี้ ภาชนะของการรับรู้จะขยายขึ้นทีละน้อย จนวันหนึ่งเราพบว่าชีวิตทั้งชีวิต กาย ใจ ผู้คน งาน โลก คือแมนดาลาเดียวกันทั้งหมด และเมื่อมองเห็นเช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เริ่มได้จากก้าวเล็กที่สุด กลับมารู้สึกเท้าที่แตะพื้นในขณะนี้ แล้วให้ความกรุณานำทางสู่ก้าวถัดไปเสมอ
.
.
🔜 ติดตามบทความสรุปการเรียนรู้ฉบับต่อไป รวมถึงบทความพิเศษ “การถอดบทเรียนและการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร” ได้ที่เพจเร็ว ๆ นี้
+++++++++
เวทีจริงสำหรับผู้นำที่ไม่อยากตกขบวนธุรกิจแห่งอนาคต!!
นี่ไม่ใช่คอร์สที่เล่าเรื่อง ESG แบบทฤษฎีแต่คือ สนามปฏิบัติการ 2 วัน 1 คืน ที่จะเปลี่ยนมุมมอง ESG ของคุณให้เป็นอาวุธลับในการชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
intensive ESG
จะวางกลยุทธ์ ESG ของปีหน้าได้อย่างไร หากไม่รู้วิธี
🚨 ESG Strategy
6 ขั้นตอนจากเริ่มสู่แผนปฎิบัติการความยั่งยืน
หลักสูตรที่ได้รับรองเป็นการพัฒนาทักษะสูงจากสอวช.
ลดหย่อนภาษีได้ 250% !!
👉https://www.facebook.com/share/p/17UBD1u4Fs/
แอดไลน์ @dr.veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645
+++++++++
บริการที่ปรึกษา และการออกแบบกลยุทธ์ ESG
+++++++++
ESG vs CSR แฝดคนละฝา
🔗 https://www.facebook.com/share/p/16BmPCGMJ4/
อย่าให้ Green / CSR มาหลอกคุณ
🔗 https://www.facebook.com/share/p/19imKXYvnF/
indset สำคัญกว่าโมเดล
ทำ ESG ต้องเริ่มจากเรา ไม่ใช่เริ่มจากรายงาน
🔗 https://www.facebook.com/share/p/14KaurYSRfA/
ESG ไม่ใช่ CSR 2.0
แต่คือ DNA ของธุรกิจอนาคต
🔗 https://www.facebook.com/share/p/17Pqu66dzs/
.
.
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)*
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs
Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth
*เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* ESG Impact: Investor Perspective Wharton University
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ 100+
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ







ใส่ความเห็น